เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 68 ที่ วัดไลย์ชัยมงคล ตำบลกะจง อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานในพิธีทอดผ้าไตรพระราชทานและวางดอกไม้จันทน์ ในพิธีพระราชทานเพลิงศพ จ่าสิบเอก อนันดา อุดร ทหารกล้าผู้สละชีพจากเหตุการณ์ปะทะสู้รบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณสมรภูมิภูมะเขือ ฐานปฏิบัติการฟีนิก อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ท่ามกลางบรรยากาศโศกเศร้าอาลัย
จ่าสิบเอก อนันดา อุดร ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากสะเก็ดระเบิดปืนใหญ่ BM-21 ของฝ่ายกัมพูชา ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ ก่อนถูกนำตัวส่งรักษาที่โรงพยาบาลสุรินทร์ และเสียชีวิตในเวลาต่อมา สร้างความโศกเศร้าแก่ครอบครัว เพื่อนทหาร และประชาชนเป็นอย่างยิ่ง ในพิธีดังกล่าวมี นายอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ นำเหล่ากาชาดจังหวัดศรีสะเกษ หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ประชาชน และญาติผู้เสียชีวิต เข้าร่วมแสดงความอาลัยอย่างพร้อมเพรียง

จ่าสิบเอก อนันดา อุดร อายุ 39 ปี สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 16 กองพลทหารราบที่ 6 ค่ายบดินทรเดชา จังหวัดยโสธร ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ฐานภูมะเขือ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ และพลีชีพจากเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 68 หลังถูกสะเก็ดระเบิดจากการยิงสนับสนุน BM-21 ของฝ่ายกัมพูชา นับเป็นการเสียชีวิตในสนามรบอย่างสมเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ในการบำเพ็ญกุศลออกเมรุ พร้อมพระราชทานเพลิงศพแก่จ่าสิบเอก อนันดา อุดร จากเหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ เป็นขวัญและกำลังใจแก่ครอบครัวผู้สูญเสียและกำลังพลทุกนาย

ขณะเดียวกัน กองทัพบกได้ดำเนินการปูนบำเหน็จพิเศษ ขอพระราชทานยศทหารเป็นเกียรติประวัติสูงสุดให้แก่จ่าสิบเอก อนันดา อุดร ปรับ 9 ขั้นเงินเดือน และ 7 ชั้นยศ จากจ่าสิบเอก เป็นพลตรี พร้อมมอบเงินพระราชทาน เงินสินไหมทดแทนภัยสงคราม ประกันชีวิตกองทัพบก เงินช่วยเหลือ และบำเหน็จตกทอดแก่ทายาท รวมเป็นเงินกว่า 13 ล้านบาท

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความอาลัย โดยมี “เจ้ามะลิ” สุนัขเพศเมีย ซึ่งแม่ของมันหนีภัยสงครามในช่วงแรกของการปะทะและมาคลอดลูกไว้ที่ภูมะเขือ ก่อนที่จ่าสิบเอก อนันดา จะนำมาเลี้ยงดูเสมือนลูก ได้มาร่วมส่งดวงวิญญาณของผู้เป็นดั่งเจ้าของและผู้ดูแลเป็นครั้งสุดท้าย สร้างความสะเทือนใจแก่ผู้ร่วมพิธี

ด้าน จ่าสิบเอก กำพล สุภะเสถียร เพื่อนร่วมรุ่นของจ่าสิบเอก อนันดา เปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุ น้องได้ส่งข้อความมาบอกว่า “ผมมีเพลงของตัวเองแล้วนะครับ” พร้อมส่งเพลงที่แต่งไว้แต่ยังไม่มีโอกาสได้ร้อง โดยใช้เทคโนโลยีเอไอช่วยขับร้อง ภายหลังทราบข่าวการเสียชีวิต ตนจึงตั้งใจสานต่อผลงานเพลงดังกล่าว โดยประสานให้น้องฟลุ๊ค ผู้มีความฝันเป็นนักร้อง มาถ่ายทอดบทเพลงนี้เพื่อทำตามความฝันของผู้ล่วงลับ ซึ่งใช้เวลาเรียบเรียงเนื้อหาเพียงวันเดียว

จ่าสิบเอก กำพล กล่าวอีกว่า เนื้อหาเพลงสะท้อนความรักและการใช้ชีวิตร่วมกัน แม้เวลาจะสั้นแต่ตั้งใจจะอยู่เคียงข้างกันไปจนแก่เฒ่า ทว่าท้ายที่สุดความรักต้องสิ้นสุดลง เปรียบเสมือนชีวิตของทหารชายแดนที่มีคนรักและครอบครัวรอคอย แต่ยังต้องกลับไปปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ พร้อมย้ำว่าภูมิใจในตัวจ่าสิบเอก อนันดา ซึ่งเป็นคนอ่อนโยนและเป็นที่รักของทุกคน ขอให้น้องไปสู่สุคติ เป็นวีรบุรุษของคนไทยตลอดไป.



