นางวราภรณ์ โอสถาพันธุ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า  สยามคูโบต้าและกรมส่งเสริมการเกษตร ได้จัดโครงการ “คูโบต้า กล้า ท้า ปลูก” ปี 2 ตอน นารักษ์โลก เพื่อต่อยอดความสำเร็จจากปีที่ผ่านมา โดยขยายผลสู่การปลูกข้าวรูปแบบทีมเพื่อสร้างเครือข่าย Smart Farmer ทั่วประเทศใน 4 ภูมิภาคของไทย ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ เราได้เฟ้นหาผู้ชนะ โดยพิจารณาถึงการลงข้อมูลบันทึกปฏิทินการเพาะปลูก การนำเสนอและจัดทำแผนธุรกิจ การนำองค์ความรู้ด้านการทำนารักษ์โลก หรือการทำนาลดโลกร้อน ซึ่งเป็นการทำเกษตรคาร์บอนต่ำด้วยการทำนาเปียกสลับแห้งเพื่อลดการปล่อยก๊าซมีเทนจากน้ำขังในนาไปปรับใช้ รวมถึงประสิทธิภาพในการผลิตข้าว ตลอดจนการให้ความร่วมมือและการมีส่วนร่วมของทีม กระทั่งได้ผู้ชนะ 4 ทีมจาก 4 ภาคทั่วประเทศ

สำหรับรางวัลชนะเลิศ ถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัล จำนวน 150,000 บาท ภาคเหนือ ได้แก่ ทีมหนุ่มหล่อข้าวสวย จังหวัดนครสวรรค์ ภาคกลาง ได้แก่ ทีมนาบุญ จังหวัดนครปฐม ภาคตะวันออกเหนือ ได้แก่  ทีมเกษตรอินทรีย์บ้านคำเผือ จังหวัดศรีสะเกษ ภาคใต้ ได้แก่ ทีมแปลงใหญ่ข้าวเชิงแส จังหวัดสงขลา

“ โครงการนี้จะเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรได้เห็นความสำคัญของการใช้เครื่องมือจดบันทึกการเพาะปลูก ตลอดจนการทำนาแบบรักษ์โลก ความสำเร็จนี้ไม่ใช่เพียงความสำเร็จของแต่ละทีม แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความหวังและพลังใหม่ ๆ ของ Young Smart Farmer ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาภาคการเกษตรไทยต่อไป”

นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า  ภาคการเกษตรของไทย กำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนจากการทำเกษตรแบบเดิมสู่การทำเกษตรที่ต้อง “ทันสมัย แข่งขันได้ และยั่งยืน” ซึ่งการยกระดับเกษตรกรไทยในปัจจุบันต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เกษตรสมัยใหม่อย่างเป็นรูปธรรม สำหรับความร่วมมือกับสยามคูโบต้า ในฐานะพันธมิตรสำคัญที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี ระบบบริหารจัดการฟาร์ม และนวัตกรรมการผลิต เพื่อสร้างระบบเกษตรที่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และเติบโตไปพร้อมกับการดูแลสิ่งแวดล้อม ยกระดับเกษตรกรไทยสู่เกษตรสมัยใหม่ พร้อมทั้งเปลี่ยนวิธีคิดจากการมุ่งเน้นการผลิตเพียงอย่างเดียว สู่การบริหารจัดการฟาร์มอย่างมีข้อมูล มีการวางแผนการผลิต และมีเป้าหมายทางการตลาดที่ชัดเจน

สำหรับแนวคิด “นารักษ์โลก” ถือเป็นหัวใจสำคัญของโครงการในปีนี้  สะท้อนให้เห็นถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า การบริหารจัดการน้ำอย่างเหมาะสม การลดการเผาในพื้นที่นาการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เกษตรกรยุคใหม่ จึงต้องเป็นมากกว่าผู้ผลิต คือต้องเป็นผู้ประกอบการทางการเกษตร ที่เข้าใจธุรกิจของตัวเองและความต้องการของผู้บริโภค ความร่วมมือนี้ จึงเป็นกลไกสำคัญในการเปิดโอกาสให้เกษตรกรไทยเข้าถึงเทคโนโลยี นวัตกรรม องค์ความรู้ด้านการทำนารักษ์โลก และช่องทางตลาดที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อให้เกษตรกรไทยมีศักยภาพ มีความพร้อม และก้าวสู่การเป็นเกษตรกรสมัยใหม่ ที่ใส่ใจทั้งผลผลิต เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม