สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. ว่า ภายใต้ข้อเสนอที่กลุ่มสิ่งแวดล้อมวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็น “การทำลายตัวเอง” ผู้ผลิตรถยนต์จะต้องลดการปล่อยมลพิษจากรถยนต์รุ่นใหม่ 90% จากระดับในปี 2564 ซึ่งลดลงจากที่คาดการณ์ไว้ที่ 100%
นั่นหมายความว่าในทางปฏิบัติ ผู้ผลิตรถยนต์จะยังสามารถขายรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษได้ในจำนวนจำกัด หลังปี 2578 ไปแล้ว หากการปล่อยมลพิษที่เกิดขึ้นได้รับการ “ชดเชย” ด้วยวิธีการต่าง ๆ
ด้านนายสเตฟาน เซฌูร์น หัวหน้าภาคอุตสาหกรรมของอียู ยืนกรานว่า ความทะเยอทะยานด้านสิ่งแวดล้อมของกลุ่ม ยังคงมีอยู่อย่างครบถ้วน และนำเสนอแผนการที่ถือว่าเป็น “ทางรอด” สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ของยุโรป
“คณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) เลือกแนวทางที่เป็นไปได้จริง และสอดคล้องกับเป้าหมายด้านสภาพอากาศของอียู” เซฌูร์น กล่าวเพิ่มเติม
อนึ่ง การแบนเครื่องยนต์สันดาป ได้รับการยกย่องว่าเป็นชัยชนะครั้งสำคัญในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ และเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะขับเคลื่อนการลงทุนด้านรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) เมื่อปี 2566
อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้ผลิตรถยนต์และกลุ่มผู้สนับสนุน ต่างล็อบบี้อย่างหนักในช่วงปีที่ผ่านมา เพื่อให้ฝ่ายบริหารอียูในกรุงบรัสเซลส์ ผ่อนปรนข้อห้ามดังกล่าว ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดจากจีน และการเปลี่ยนไปใช้รถอีวี ซึ่งล่าช้ากว่าที่คาดไว้
ขณะที่นักวิจารณ์หลายคน รวมถึงสเปน ฝรั่งเศส และกลุ่มประเทศนอร์ดิก เตือนว่า การยกเลิกข้อห้ามมีความเสี่ยงที่จะทำให้การเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าช้าลง และขัดขวางการลงทุน.
เครดิตภาพ : AFP



