นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจและความท้าทายในปี 69 คาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) จะอยู่ที่ 1.5% โดยความท้าทายหลักปัจจัยภายนอกยังคงมีเรื่องสงครามทางการค้าและการกีดกันทางการค้าสหรัฐ , ความขัดแย้งระหว่างประเทศ , รวมถึงการพัฒนาสู่โลกยุคใหม่ที่ไทยยังปรับตัวช้า ส่วนปัจจัยภายใน เรื่องหนี้ครัวเรือนยังคงอยู่ในระดับสูง และโครงสร้างเศรษฐกิจยังมีความเปราะบาง แต่หากรัฐบาลใหม่สามารถกลับมาเร่งจัดตั้งได้เร็ว ก็อาจมีนโยบายผ่อนคลายออกมาช่วยบรรเทาได้บ้าง

สำหรับกลยุทธ์ของธนาคารไทยพาณิชย์ในปี 69 ได้วางเป้าหมายให้สินเชื่อยังคงเติบโตเป็นบวก และจะมุ่งเน้นการเติบโตในทุกมิติแต่ต้องเป็นการเลือกโตในกลุ่มลูกค้าที่เชื่อว่ามีวินัยทางการเงินที่ดี หรือเป็นผู้ผลิตที่มีต้นทุนต่ำ หรือเป็นอันดับหนึ่งในธุรกิจนั้น โดยกลุ่มสินเชื่อหลักที่คาดว่าจะเติบโต ได้แก่ สินเชื่อขนาดใหญ่ , สินเชื่อบ้าน ธนาคารยังเชื่อมั่นว่าจะสามารถรักษาความเป็นที่หนึ่งในตลาดสินเชื่อบ้านไว้ได้ และสินเชื่อรถยนต์ แม้ก่อนหน้านี้จะเคยมองว่ามีความเสี่ยง แต่ตอนนี้มองว่าธุรกิจอีวี เริ่มตกตะกอนเห็นภาพชัดเจนขึ้น และเชื่อว่ายังมีโอกาสปล่อยสินเชื่อในเซกเมนต์ที่มั่นใจได้

ขณะที่สินเชื่อเอสเอ็มอีอาจไม่ได้เติบโตมากนัก แต่จะยังคงพยายามรักษาฐานลูกค้าเดิมที่ยังมีความเข้มแข็งไว้ ธนาคารจะไม่บอกว่าอุตสาหกรรมใดดีหรือไม่ดี แต่จะพิจารณาเป็นรายละเอียดถึงความเข้มแข็งของผู้ประกอบการ หรือพิจารณาส่วนแบ่งตลาดของธนาคารในธุรกิจนั้น ๆ โดยยอมรับว่าในปี 69 ต้องทำทั้งการเติบโตของสินเชื่อ ควบคู่กับการดูแลไม่ให้สินเชื่อเดิมเสื่อมคุณภาพ ขณะที่ธนาคารตั้งเป้าว่าจะไม่ให้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เกินกว่าระดับที่เกิดขึ้นอยู่ ณ ปัจจุบัน  นอกจากนี้ ธนาคารได้มีการปรับโครงสร้างภายในเพื่อทำให้การบริหารจัดการสินทรัพย์มีความคล่องตัวมากขึ้น รวมถึงการปรับผู้บริหารและดึงบริษัททวงหนี้เข้ามาดูแลภายใน

นายกฤษณ์ กล่าวว่า ในส่วนของอัตราดอกเบี้ยนั้น ธนาคารจะพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ประกาศออกมา โดยจะเป็นระดับที่เหมาะสม แม้จะมีการพูดคุยกันในสมาคมธนาคาร แต่การตัดสินใจเป็นของแต่ละธนาคาร ซึ่งธนาคารไทยพาณิชย์ก็คงจะลดลง แต่ต้องดูภาพรวมประกอบด้วย

นอกจากนี้เรื่องความเสี่ยงจากภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วมใหญ่ เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดในไทยก็ได้เกิดขึ้นแล้ว ทำให้การวางแผนเพื่อรองรับความเสี่ยงจึงเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่แค่การตั้งคำถามว่าจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ แต่ต้องวางแผนว่าเมื่อไหร่ที่มันจะเกิดขึ้น

“ภัยพิบัติที่เคยเกิดขึ้น เช่น เหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ ได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมาก ไทยพาณิชย์เห็นด้วยกับ ธปท. ในการนำเรื่องภัยพิบัติมาใช้ในการทำ Stress Test เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างทางเศรษฐกิจในระยะยาว ธนาคารเองก็มีการทำ Stress Test เกี่ยวกับภัยพิบัติ และจะยังคงบรรจุเรื่องนี้ไว้ในแผนปีถัดไป”

นอกจากนี้ ไทยพาณิชย์กำลังพิจารณาโครงการปล่อยสินเชื่อที่ตอบโจทย์เรื่อง ESG ซึ่งเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการความเสี่ยงเรื่องภัยพิบัติ หากสินเชื่อดังกล่าวช่วยให้พื้นที่ที่มีความเสี่ยงน้ำท่วมสูงมีการป้องกันหรือลดความเสี่ยงลงได้ ก็อาจสามารถนับเครดิตในเรื่อง ESG หรือ Net Zero ได้ และสอดคล้องทั้งในเรื่องอัตราดอกเบี้ยและการทำให้ประเทศไทยเข้มแข็งขึ้น

นายกฤษณ์ กล่าวถึงกระแสข่าวลือว่าไม่ต่อวาระประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ ว่า ไม่สามารถให้คำตอบได้และให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการธนาคารไทยพาณิชย์เป็นผู้ตอบคำถามเอง