เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. ที่โรงแรมเลอ มอนเต้ เขาใหญ่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) จัดอบรมสัมมนาว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) วันที่สอง นำโดยรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ประกอบด้วย นายวิทยา แก้วภราดัย, นายนราพัฒน์ แก้วทอง, นายโกวิทย์ ธารณา และ พ.อ.เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา เพื่อเตรียมความพร้อมและให้คำแนะนำให้แก่ผู้สมัครฯ ในการเตรียมตัวลงสนามเลือกตั้ง พร้อมร่วมแบ่งปันประสบการณ์ทางการเมือง รวมทั้ง ข้อควรปฏิบัติในการหาเสียง ตลอดจนวิธีการรวบรวมเอกสารตามข้อกฎหมาย ข้อควรระวังเกี่ยวกับกฎหมายที่ผู้สมัครทุกท่านต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

โดยนายวิทยา กล่าวว่า ปัจจุบันพรรคกำลังเดินหน้าสู้กับทุนเทาและระบบการซื้อเสียงที่แพร่ระบาดอย่างหนัก จนทำให้รัฐสภามีแต่ตัวแทนจากตระกูลบ้านใหญ่หรือเครือข่ายทุนเทา แทนที่จะเป็นตัวแทนจากภาคประชาชนอย่างแท้จริง และในฐานะที่เป็นผู้แทนประชาชนมาถึง 9 สมัย ขอยืนยันว่าการตัดสินใจร่วมงานกับ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค เพราะเห็นความใจถึงและซื่อสัตย์ในการทำงานที่มุ่งผลประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง
“การเป็นผู้แทนฯ ต้องสำนึกเสมอว่าเรามาจากมือของประชาชนที่จับจอบจับเสียมมาทั้งชีวิต วันที่เขามาเลือกเรา ปากกาในมือเขามันหนักกว่าจอบกว่าเสียม ฉะนั้นเราต้องรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของอำนาจประชาชน เราไม่อ้ำอึ้งที่จะประกาศว่าเราไม่ซื้อเสียง เราต้องพาการเมืองกลับไปสู่ความบริสุทธิ์อีกครั้ง” นายวิทยา กล่าว

ด้านนายนราพัฒน์ กล่าวว่า พรรคได้ชูนโยบายแก้ปัญหาความมั่นคงในที่ดินทำกินอย่างเบ็ดเสร็จ ด้วยการเตรียมผลักดันให้มีการจัดตั้งศาลที่ดินขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อเป็นกลไกกลางในการยุติข้อพิพาทเรื่องที่ดินทับซ้อนระหว่างรัฐและประชาชนที่ยืดเยื้อมานานให้ได้รับความเป็นธรรมอย่างรวดเร็วและตรงจุด
ขณะที่นายโกวิทย์ กล่าวว่า พรรคพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเราสู้จริง ทำจริง เด็ดขาดจริง นโยบายของพรรครวมไทยสร้างชาติไม่ใช่เพียงคำสัญญาทางการเมือง แต่คือวาระแห่งชาติ ที่ต้องเร่งแก้ไข เพราะความลำบากของประชาชนและความเหลื่อมล้ำที่พุ่งสูงขึ้นคือวิกฤติที่รอไม่ได้ วันนี้เราต้องตอบคำถามประชาชนให้ได้ว่า ในท่ามกลางภาวะตกงานและค่าครองชีพที่บีบคั้น เราจะพลิกฟื้นเศรษฐกิจชุมชนให้กลับมาเข้มแข็งได้อย่างไร ยืนยันว่าพรรคจะมุ่งมั่นทำตามสิ่งที่พูดไว้ให้เป็นจริง เพื่อให้พี่น้องประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงโอกาสและเติบโตไปพร้อมกับประเทศอย่างมั่นคง

ด้านพ.อ.เฟื่องวิชชุ์ กล่าวย้ำในอุดมการณ์การทำงานการเมืองอย่างตรงไปตรงมา ปราศจากการยิงกระสุน หรืออิงระบบบ้านใหญ่ที่เน้นผลประโยชน์ต่างตอบแทน และพรรคไม่ใช่อนุรักษนิยมที่หยุดนิ่ง แต่เราจะพลิกโฉมประเทศด้วยการปฏิรูปกฎหมายที่ล้าสมัยให้ก้าวหน้าบนความถูกต้อง นอกจากนี้ยังชูนโยบายเสริมสร้างความมั่นคงและยกระดับคุณภาพชีวิตพลทหารชายแดน และเสนอแนวคิดจัดตั้งพื้นที่ปลอดภัยทั่วประเทศเพื่อเป็นศูนย์กลางแก้วิกฤติในแต่ละจังหวัด โดยใช้กลไกของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เป็นผู้ประสานงานหลักเพื่อสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชน.



