ภายใต้แคมเปญ “ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้” หวังช่วงชิงความได้เปรียบ ฟื้นศรัทธา และทวงคืนตำแหน่งพรรคอันดับหนึ่ง หลังเผชิญวิกฤติศรัทธาหนักตลอด 2 ปีที่ผ่านมา
ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การดัน “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” ขึ้นเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เบอร์ 1 ของพรรค หาก “เพื่อไทย” ได้จัดตั้งรัฐบาล
นี่คือการเดิมพันครั้งใหญ่ของพรรค ที่เลือกใช้นักวิชาการสายเทคโนโลยี ซึ่งมีสายสัมพันธ์ทางการเมืองเข้มข้นในนาม “ตระกูลชินวัตร” เป็นหมากหลักในสมรภูมิเลือกตั้งที่ยากที่สุดครั้งหนึ่ง
เจ้าตัวยอมรับ ถ้าพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล “ผมเป็นนายกรัฐมนตรีครับ”
สำหรับ “ยศชนัน” หรือ “ดร.เชน” ถูกวางตัวเป็นไพ่ใหม่ในจังหวะที่พรรคหาตัวเลือกนายกฯที่ “ขายได้” ยากขึ้น เขามีภาพลักษณ์นักวิชาการหัวก้าวหน้า ดีกรีรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล
ซึ่งถูกนำเสนอว่าเป็นคน “ใส” ไม่ได้เติบโตมาจากสนามการเมืองโดยตรง แตกต่างจากแกนนำ “เพื่อไทย” รุ่นก่อน

วิสัยทัศน์ที่ “ยศชนัน” ชูขึ้นมา คือ การพาไทยก้าวสู่ประเทศรายได้สูง ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และ AI เป็นแกนกลาง ตั้งแต่การเพิ่มผลิตภาพในทุกอุตสาหกรรม การยกระดับโลจิสติกส์
อย่างไรก็ตาม จุดแข็งด้านวิชาการกลับถูกตั้งคำถามว่ากลายเป็นข้อจำกัดทางการเมือง กระแสการเปิดตัว “ยศชนัน” ถูกประเมินว่า “ไม่ว้าว” รับรู้ในวงจำกัด
อีกทั้งยังไม่สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนในระดับมวลชนได้ทันที ขณะที่สนามเลือกตั้งปี 2569 จะเป็นศึกหนักที่วัดกันด้วยกระแส ความเชื่อมั่น และผลงานจับต้องได้
ที่หนักกว่านั้นคือ “เงาชินวัตร” ซึ่งยังคงทอดทับ “เพื่อไทย” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ “ยศชนัน” จะย้ำว่า มีความคิดเป็นของตัวเอง และมองสายสัมพันธ์ครอบครัวเป็นจุดแข็ง
แต่ในสายตานักวิชาการและคู่แข่งทางการเมือง เขายังถูกมองว่าไม่สามารถเปลี่ยนทิศทาง หรือโครงสร้างอำนาจของพรรคได้จริง ในวันที่“ทักษิณ ชินวัตร” ยังเป็นทั้งจุดแข็ง และจุดอ่อนทางการเมือง

เรื่องนี้ “แคนดิเดตนายกฯ” จาก “เพื่อไทย” ได้ตอบคำถามถึงการเป็นลูกหลาน “ตระกูลชินวัตร” เป็นจุดแข็งหรืออ่อน ? ว่า มองเป็นจุดแข็งและเราเป็นตัวของตัวเอง
พยายามสื่อสารเรื่องวิสัยทัศน์เพื่อให้เห็นถึงความเป็นตัวเอง ความต้องการที่อยากพัฒนา เปลี่ยนแปลงประเทศ อยากให้ทุกคนให้โอกาสในจุดนี้
นอกจากนี้ “เพื่อไทย” ยังต้องแบกภาระผลงานรัฐบาลในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา ที่ถูกโจมตีว่า “ไม่มีอะไรจับต้องได้” ตั้งแต่นโยบายเงินหมื่นที่ล้มเหลว ค่าแรงขั้นต่ำที่ไปไม่ถึงฝัน ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ
ไปจนถึงแรงเสียดทานภายในรัฐบาล ที่ทำให้นโยบายหลายเรื่องเดินไม่ได้จริง “สส.พรรคแดง” ในพื้นที่ โดยเฉพาะภาคอีสาน ยอมรับตรงกันว่าการลงพื้นที่หาเสียงเริ่มยากขึ้นเรื่อยๆ
รวมถึงปัจจัยซ้ำเติม คือ คดีความของ “ทักษิณ” ที่ถูกศาลฎีกาฯ สั่งให้ชำระภาษีกว่า 1.76 หมื่นล้านบาท และปมคลิปเสียงอังเคิล ของ “อิ๊งค์” แพทองธาร ชินวัตร

ซึ่งถูกคู่แข่งเตรียมนำมาเป็นอาวุธโจมตีอย่างหนักในช่วงหาเสียง ทำให้ สส.หลายคนกังวลว่าพรรคจะถูกดึงลงทั้งแผง ไม่ว่าจะชูนโยบายใดก็ถูกย้อนศรทันที
ภายใต้แรงกดดันนี้ “เพื่อไทย” พยายาม “ยกเครื่อง” ตัวเองใหม่ ตั้งแต่การปรับโครงสร้างการทำงาน การสื่อสารเชิงรุก ไปจนถึงการตั้งหัวหน้าพรรคคนใหม่อย่าง “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” เพื่อคุมเกมประสานงานภายใต้กำกับ “บ้านจันทร์ส่องหล้า”
ขณะที่ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ถูกวางบทบาทดูแลโครงสร้างพื้นฐาน ชูนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท และบ้านเพื่อคนไทย มารองรับคะแนนเสียงฐานล่าง ควบคู่กับการเป็นหุ้นส่วน “ตระกูลชินฯ” ที่มีเป้าหมายเป็นรัฐบาลเท่านั้น
คำถามใหญ่ คือ “ยศชนัน” จะสามารถเป็น “หน้าใหม่ที่กู้ศรัทธา” ได้จริงหรือไม่ ในวันที่ “เพื่อไทย” ยังติดกับดักโครงสร้างอำนาจเดิม นโยบายเก่าที่ยังไม่สำเร็จ และความไม่เชื่อมั่นจากประชาชนจำนวนไม่น้อย
ศึกเลือกตั้งปี69 จึงไม่ใช่แค่การวัดฝีมือแคนดิเดตนายกฯ แต่เป็นบทพิสูจน์ว่า “พรรคเพื่อไทย” จะสามารถรีแบรนด์ตัวเอง หลุดพ้นจากเงาอดีต และเปลี่ยนความหวังให้เป็นความเชื่อมั่นได้จริงหรือไม่.



