เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 21 ธ.ค. ที่ จ.สุพรรณบุรี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้า และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน ที่แม้ขณะนี้คะแนนจากสวนดุสิตโพลทั่วประเทศ พรรคเพื่อไทยมีคะแนนนิยมขึ้นมาลำดับสอง แต่ผลนิด้าโพลล่าสุด ในพื้นที่ กทม. นายยศชนัน ยังอยู่ลำดับ 10
โดยนายจุลพันธ์ กล่าวว่า ในส่วนของโพลก็เป็นข้อคิด แค่ไม่ใช่ข้อตัดสิน เพราะการเลือกตั้งสุดท้ายอยู่ในมือประชาชน และจะตัดสินกันในวันเลือกตั้ง ต้องไปทำความเข้าใจ และเข้าหาประชาชน เมื่อเปิดตัวผู้สมัคร และมีเบอร์แล้ว ก็จะต้องลงพื้นที่ทำความเข้าใจนำนโยบายไปให้ประชาชน เราเชื่อมั่นว่า แต่ละโพลที่ผ่านมา สุดท้ายแล้วเราจะทำได้ดีขึ้น ขณะที่ในส่วนของกรุงเทพฯ มีหลายนโยบายที่ตรงใจคนกรุงเทพฯ เช่น รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย บ้านเพื่อคนไทย รถเมล์ปรับอากาศ 10 บาท เชื่อว่านโยบายตอบโจทย์เรื่องค่าครองชีพคนกรุงเทพฯ และขณะนี้โพลที่ออกมา คนยังไม่ตัดสินใจเกือบ 50% เป็นโอกาสของทุกพรรคการเมืองที่จะทำนโยบายให้ตอบโจทย์คนกรุงเทพฯ พรรคเพื่อไทยก็เช่นเดียวกัน
นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า สำหรับผลของสวนดุสิตโพล ก็เป็นกำลังใจที่ดี ที่อยู่ในอันดับ 2 ถือว่าขึ้นมาได้เร็ว หลังเปิดตัวนายยศชนันได้ไม่นาน ซึ่งพรรคเพื่อไทยจะทำงานหนักต่อไป เพื่อครองใจประชาชนและให้ประชาชนหันกลับมอง และเกิดความเชื่อมั่นว่าเพื่อไทยทำได้ นโยบายของเพื่อไทยจะแก้ไขปัญหาเป็นทางออกและโอกาส
ด้านนายยศชนัน กล่าวว่า ไม่เป็นไร ผลโพลเป็นเสียงสะท้อน ตนเชื่อเสมอว่า การจะทำงานไปข้างหน้าต้องพร้อมรับฟัง ทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดี ตอนนี้พยายามทำเต็มที่เพื่อที่จะเป็นคนของประชาชน โพลแต่ละสำนัก เราพร้อมที่จะรับฟัง ตรงไหนไม่ดีพร้อมที่จะปรับปรุง และไม่ใช่แค่ตัวแคนดิเดตคนเดียว สิ่งที่สำคัญคือโพลนี้จะทำให้ทุกคนในพรรคทำงานอย่างเต็มที่ เปิดใจรับฟังโพลไหนออกมาดีก็เป็นกำลังใจทำให้รู้สึกว่าเราทำมาถูกทาง อันไหนที่ยังไม่ดีเราน้อมรับและจะทำให้ดีขึ้น
เมื่อถามว่า วางแผนอย่างไรให้ความนิยมขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ นายยศชนัน กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่เราเข้าใจพี่น้องประชาชน แต่ไม่ใช่ทีเดียวทั้งประเทศ แต่ละเขต แต่ละพื้นที่มีปัญหาของตัวเอง การพยายามสื่อสารบางอย่างให้ลึกลงไป โดยที่ทุกคนรับทราบว่าวันนี้ประเทศมุ่งไปในทิศทางไหน เป็นส่วนสำคัญมาก ประเทศไทยในการเลือกตั้งปี 2569 จะเสียเวลาไปมากกว่านี้ไม่ได้ นี่เป็นจุดเปลี่ยนของประเทศ ที่จำเป็นจะต้องเปลี่ยนแปลงให้เร็วที่สุด แน่นอนว่าวันนี้มีหลายเรื่อง มีข่าวสารบางอย่างที่อาจจะทำให้ลืมเป้าหมายหลักๆ ใหญ่ๆ แต่ถ้ามองเป้าหมายว่าวันนี้เราต้องเปลี่ยนแปลงประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้น สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เราไม่ว่ากันเดินทางไปข้างหน้าด้วยความสามัคคีกัน.



