เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และหัวหน้าทีมยุทธศาสตร์ของพรรคฯ ซึ่งดูแลการใช้สื่อโซเชียลในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง กล่าวถึงการใช้สื่อโซเชียลในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ว่า ต้องยอมรับว่า พรรคประชาธิปัตย์มีอายุมาก คนทำงานดั้งเดิมของพรรคอยู่ห่างไกลจากโลกโซเชียลค่อนข้างมาก ขณะที่เด็กรุ่นใหม่มีอายุเยอะในโลกโซเชียล แต่ความจริงมีอายุน้อยกว่าเรา ดังนั้นพรรคจึงดูพัฒนาการและอิทธิพลของโลกโซเชียล และเห็นว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่าสื่อหลัก เพราะสามารถเข้าถึงทุกคน ดังนั้นในการเลือกตั้งครั้งนี้ทีมยุทธศาสตร์ของพรรคจึงมีแคมเปญในการหาเสียงเป็น 2 รูปแบบ คือ 1.ดิจิทัลแคมเปญ สำหรับใช้ในโลกโซเชียล ซึ่งเราเริ่มต้นจากการทำความรู้จักก่อนว่าประชากรในโลกโซเชียล หรือโลกดิจิทัลเป็นใครอยู่ที่ไหนกันบ้าง และช่องทางในการติดต่อหลักมีอะไรบ้าง และสำคัญที่สุด ซึ่งเมื่อเข้าใจแล้ว เราจะหาตัวตนของเราในโลกโซเชียลว่า พรรคประชาธิปัตย์อยู่ตรงไหน ซึ่งพบว่าพรรคเราอยู่ห่างไกลมาก ขณะที่พรรคที่ทำตรงนี้ได้ดีที่สุดคือพรรคประชาชน ที่ทำมาต่อเนื่อง 3-4 ปีแล้ว มีแฟนด้อมค่อนข้างมาก ส่วนพรรคอื่น ๆ ก็เติบโตตามกันมา
นายสาทิตย์ กล่าวอีกว่า สำหรับพรรคประชาธิปัตย์เราเริ่มถามตัวเองว่า เราจะทำความรู้จักโลกโซเชียลอย่างไร อะไรที่คนโซเชียลชอบหรือไม่ชอบ และเมื่อเราต้องการพูดจาอะไรกับคนในโลกโซเชียล เราต้องใช้ภาษาของเขา มีอารมณ์ มีภาพ มีท่วงทำนองและลมหายใจเดียวกับเขา ซึ่งเรามีทีมที่ปรึกษาค่อนข้างมาก โดยเราพบความจริงว่า ที่ผ่านมาเราใช้วิธีการของคนนอกโลกโซเชียลมาใส่ในโลกโซเชียล ซึ่งคนในโลกโซเชียลไม่ชอบ ทำให้เราต้องปรับเปลี่ยนใหม่ เราได้คนรุ่นใหม่หลายคน เช่น นายจูรี นุ่มแก้ว รองหัวหน้าพรรค และนายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง อดีตสส.สงขลา ขณะที่หัวหน้าพรรคก็เป็นคนที่เข้าใจโลกโซเชียลอยู่แล้ว และยังมีรองหัวหน้าพรรค ทั้ง นายกรณ์ จาติกวณิช นางการดี เลียวไพโรจน์ นายวีระพงษ์ ประภา ร่วมทีมด้วย นอกจากนี้ยังมีทีมอาสาที่อยู่ข้างนอกคอยสนับสนุนด้วยตลอด 24 ชั่วโมง เป็นการให้คำแนะนำแนวทางการสื่อสารต่าง ๆ ว่าแคมเปญที่เสนอไปคนชอบหรือไม่ และควรทำอย่างไรต่อ
“ขณะนี้เราใช้สื่อโซเชียลนำแคมเปญทั้งหลาย เช่น แคมเปญ “วันศุกร์สีฟ้า”, “ประเทศชาติต้องมาก่อน” และ “ประเทศไทยไม่ทน”, “ไทยหายจน” เราประเมินโลกโซเชียลตลอดว่าไปถึงไหน สายตาของคนในโลกโซเชียลเห็นเรามากน้อยขนาดไหน เห็นแล้วชอบหรือไม่ชอบ มีสิ่งใดที่ชอบหรือไม่ชอบเรา เราทำงานแนวทางนี้ตลอด กระแสเหล่านี้หมุนเร็วกว่าดวงอาทิตย์ ขอพูดอย่างถ่อมตัวว่า เรามาจากจุดที่ต่ำมาก จากที่เคยมีสส.หลักร้อย ตกมาเหลือแค่ 25 คน หลุดเฟรมไปเลย กรรมการบริหารพรรคชุดนี้เพิ่งทำงานได้ไม่ถึง 2 เดือน ก็มีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ตอนนี้มีคนสนใจพูดถึงพรรคมากขึ้น” นายสาทิตย์ กล่าว
หัวหน้าทีมยุทธศาสตร์พรรคฯ ซึ่งดูแลการใช้สื่อโซเชียลในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง กล่าวอีกว่า การรณรงค์หาเสียง จะใช้รูปแบบ กิจกรรมของหัวหน้าพรรคในการลงพื้นที่ ขึ้นเวทีดีเบต มีการเปิดเวทีปราศรัยแต่จะทำน้อยลง ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดจะนำเพิ่มการสื่อสารถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งผ่านรูปแบบใหม่ๆ ในโลกโซเชียล สำหรับผลโพลของพรรคที่มีคะแนนขึ้นมา แสดงว่า การสื่อสารของเราทำให้คนเห็นเรามากขึ้น
“แต่จุดต่อไปที่ยากกว่า คือหลังการลงสมัครเลือกตั้งในวันที่ 27 ธ.ค.นี้ จะเข้าสู่สถานการณ์การรบที่แท้จริง ทุกพรรคจะปล่อยของกันทั้งหมด ซึ่งเราต้องยอมรับว่าพรรคเพื่อไทยปรับเปลี่ยนได้เร็วและดีขึ้นมาก หลังจากที่ได้นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ มาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ขณะที่พรรคประชาชนมีคะแนนนิยมลดลง ส่วนพรรคภูมิใจไทยมีความได้เปรียบจากการเป็นรัฐบาลอยู่ในขณะนี้ และได้เรื่องสถานการณ์ไทย-กัมพูชา รวมถึงความพยายามสร้างสตอรี่ว่าตัวเองเป็นเหมือน “ลุงตู่ 2” ทำให้ 3 พรรคดังกล่าวมีคะแนนนำ แต่ก็ดีใจที่พรรคประชาธิปัตย์มีคะแนนไล่ตามมาเป็นที่ 4 และเป็น 4 พรรคที่คนพูดถึงมากที่สุดในขณะนี้ แต่หลังจากวันที่ 27 ธ.ค. หลังจากแต่ละพรรคปล่อยของออกมา จะทำให้เราเห็นของจริง จึงต้องเอาความจริงมาสู้กัน เวทีดีเบตจะเป็นตัวชี้ว่า ใครสู้หรือไม่ กั๊กหรือไม่ หากใครหนีดีเบต จะเห็นชัดขึ้น” นายสาทิตย์ กล่าว
นายสาทิตย์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยชูนายยศชนันแล้ว คนจะถามว่านายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตฯ อีกคนหนึ่งหายไปไหน ขณะที่พรรคภูมิใจไทยจะถูกตั้งคำถามว่าแคนดิเดต 3 คนจริงหรือ เพราะคนรู้ว่าตัวจริงคือนายอนุทิน ชาญวีรกูล การวิจารณ์จะถูกมองลึกลงไป ส่วนศึกไอโอก็คงมีอยู่แล้ว และพรรคพร้อมรับมือ เพราะมีเครื่องมือที่จะพิสูจน์ได้ว่า เป็นไอโอหรือของจริง และเชื่อว่าประชาชนสามารถแยกแยะได้



