เมื่อวันที่ 20 พ.ค. “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อม สส.ของพรรค เข้ายื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต่อ “โสภณ ซารัมย์” ประธานรัฐสภา
โดยมีสาระสำคัญคือ แก้ไขมาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 เพื่อเปิดทางให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร. จำนวน 100 คน ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยไม่แตะหมวด 1 และหมวด 2
ขณะเดียวกัน ยังเสนอปรับลดอำนาจ สว. ในการเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญวาระ 1 และวาระ 3 จากเดิมต้องใช้เสียงเห็นชอบ 1 ใน 3 เหลือ 1 ใน 4 ของสมาชิกวุฒิสภา โดยคาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาวาระแรกภายในสมัยประชุมนี้ และใช้เวลายกร่างประมาณ 3-4 ปี เพื่อให้ทันต่อการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2573
“อนุทิน” ยืนยันว่า การยื่นร่างครั้งนี้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพรรคที่ต้องการรับฟังเสียงประชาชน หลังผ่านประชามติที่เปิดทางให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตรา พร้อมตอบโต้ข้อครหาว่า “พรรคภูมิใจไทย” ไม่จริงใจต่อการแก้รัฐธรรมนูญ โดยระบุว่า วันนี้พรรคได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นพรรคแรกที่ยื่นร่างเข้าสภา
อย่างไรก็ตาม เพียงแค่ยื่นร่างก็เกิดเสียงวิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะจาก “พรรคประชาชน” และนักวิเคราะห์การเมือง ที่มองว่ารูปแบบการให้รัฐสภาเป็นผู้คัดเลือก ส.ส.ร. อาจกลายเป็นการ “กินรวบ” และเปิดช่องให้เกิด “การฮั้วรัฐธรรมนูญ”
เนื่องจาก ส.ส.ร. ทั้ง 100 คน ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน แต่ใช้วิธีให้รัฐสภาเป็นผู้คัดเลือกตามสัดส่วนที่นั่งในสภา เพื่อหลีกเลี่ยงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 18/2568
โจทย์สำคัญอยู่ที่ สมาชิกวุฒิสภาส่วนใหญ่ถูกมองว่าเป็น “สายสีน้ำเงิน” ที่มีความเชื่อมโยงกับ “พรรคภูมิใจไทย” อย่างเหนียวแน่น เมื่อนำเสียง สว. มารวมกับเสียง สส.ฝ่ายรัฐบาล จึงอาจทำให้ฝ่ายผู้มีอำนาจสามารถกำหนดตัวบุคคลใน ส.ส.ร. ได้เกือบครึ่งหนึ่งของสภาร่างรัฐธรรมนูญ
ผลที่ตามมาคือ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่อาจถูกมองว่าเป็นเพียง “เหล้าเก่าในขวดใหม่” ที่ยังคงต่อยอดโครงสร้างอำนาจเดิม มากกว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนอย่างแท้จริง
ขณะที่ข้อเสนอปรับลดเกณฑ์เสียง สว. จาก 1 ใน 3 เหลือ 1 ใน 4 แม้ถูกอธิบายว่าเป็นการประนีประนอมเพื่อให้ร่างผ่านง่ายขึ้น แต่ในมุมการเมืองกลับถูกตีความว่า เป็นการสร้างความชอบธรรมให้ สว. ยังคงมีอำนาจชี้ขาดในการแก้รัฐธรรมนูญ และยังคงมีบทบาทในการค้ำยันโครงสร้างองค์กรอิสระต่อไป
รวมถึงท่าทีของ “พรรคกล้าธรรม” ที่ถูกมองเป็นฝ่ายคอยที่อาจหนุนเพื่อให้ผ่านเงื่อนไข ฝ่ายค้าน 20 เสียงเพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับสีน้ำเงินคุมเกมผ่านไปได้
นอกจากนี้ กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญยังเต็มไปด้วยเงื่อนไข ทั้งช่องทางการยื่นตีความต่อศาลรัฐธรรมนูญ และการทำประชามติ อีก 2 ครั้ง อาจทำให้การแก้ไขยืดเยื้อ และพับลงได้ทุกเมื่อ และหากเป็นเช่นนั้นฝ่ายผู้มีอำนาจก็ไม่เสียหายอะไร
“ธนพร ศรียากูล” นักวิชาการและวิเคราะห์การเมือง สะท้อนว่า ในเชิงการเมือง “พรรคภูมิใจไทย” มีเสียง สส.ราว 193 เสียง และเมื่อรวมกับ สว.สายสีน้ำเงินอีกประมาณ 140-150 เสียง จะทำให้มีเสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา จนสามารถกำหนดทิศทางและหน้าตาของรัฐธรรมนูญได้ตามต้องการ
“ธนพร” มองว่า ภาพที่กำลังเกิดขึ้น คือรัฐธรรมนูญที่ไม่มีการถ่วงดุลองค์กรอิสระ แต่กลับขยายอำนาจให้องค์กรเหล่านี้มากขึ้น
“คณิตศาสตร์การเมืองก็รู้แล้วภูมิใจไทยขยับพรรคเดียวอยากได้รัฐธรรมนูญแบบไหน ได้หมดวันนี้สีน้ำเงินกำหนดเกมแล้ว เราได้เห็นร่องรอยหน้าตาของรัฐธรรมนูญแล้ว” นักวิชาการระบุ
หลังจากนี้จึงต้องจับตาท่าทีของ “พรรคประชาชน” ที่จะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของตัวเองเข้าสภาฯภายใน 1-2 สัปดาห์นี้
โดย “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรค ส่งสัญญาณว่า ไม่ยอมรับกับร่า
แก้ไขรัฐธรรมนู
ของ “พรรคภูมิใจไทย” เพราะขัดกับ 3 หลักการของพรรค คือ ต้องเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ป้องกันไม่ให้ฝ่ายใดผูกขาดกระบวนการยกร่าง และไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้ สว. เหนือสมาชิกรัฐสภาคนอื่น
แม้จะเสียเปรียบในเกมเสียงข้างมาก แต่ “หัวหน้าเท้ง” ยังหวังใช้ “พลังทางการเมือง” หนุนหลังด้วยผลประชามติ 21.6 ล้านเสียง ที่สะท้อนความต้องการให้เกิดการแก้รัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง และใช้กลไกในรัฐสภาฯ ในชั้นกกรรมาธิการเพื่อต่อรองให้เกิดการยอม
ฉะนั้น ด้วยพลังทางการเมืองผ่านผลประชามติของพรรคส้ม จะเดินเกมอย่างไร หรือเลือกประนีประนอมเพื่อให้เกิดการตั้งต้น แต่จะทำให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้หรือไม่ หรือมุ่งหมายเอาตามความต้องการของตัวเองเพียงอย่างเดียว แล้วจบลงด้วย “มือเปล่า” เสียเวลา เสียของ ซ้ำอีกเช่นเคยจึงเป็นเรื่องที่ต้องจับตาต่อไป.



