แม้ซีเกมส์ ครั้งที่ 33 จะปิดฉากลง พร้อมเสียงเฮของการเป็น ‘เจ้าเหรียญทอง’ แต่สิ่งที่ยังไม่จบ แล้วดูเหมือนจะถูกพูดถึงมากกว่าผลการแข่งขัน หนีไม่พ้นสารพัดดราม่าที่ถาโถมตั้งแต่ก่อนเปิดสนาม ไปจนถึงวันสุดท้ายของมหกรรมกีฬาอาเซียนครั้งนี้ ตั้งแต่กราฟิก AI ที่ถูกตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่า ระบบไฟสนามที่ดับกลางเกม การจัดการที่สะดุดซ้ำซาก ฯลฯ ไปจนถึงเสียงวิพากษ์จากนักกีฬา และสื่อมวลชนที่ลงพื้นที่จริง ภาพรวมของซีเกมส์ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องกีฬา แต่เป็นบทสะท้อนความ ‘ไม่พร้อม’ ของไทยในฐานะเจ้าภาพงานระดับภูมิภาค

ท่ามกลางกระแสดราม่าเหล่านั้น หนึ่งในคำโฆษณาที่ถูกชูขึ้นมาอย่างสวยหรูก่อนพิธีเปิด คือ การประกาศว่า ‘SEA Games 2025’ ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ จะเป็นซีเกมส์ครั้งแรกที่มุ่งสู่ ‘Carbon Neutrality’ หรือความเป็นกลางทางคาร์บอน แนวคิดที่ว่านี้ถูกนำเสนอในฐานะหมุดหมายใหม่ของการจัดมหกรรมกีฬา ให้สอดคล้องกับกระแสสิ่งแวดล้อมของโลก และถูกเรียกขานว่าเป็น ‘กรีนซีเกมส์’ ทว่าเมื่อการแข่งขันเริ่มต้นขึ้น ภาพที่เกิดขึ้นในสนามกลับทำให้หลายฝ่ายเกิดคำถามตามมาว่า ความเป็นกรีนที่ประกาศไว้นั้นเกิดขึ้นจริงมากน้อยเพียงใด สรุปแล้วกรีนกี่โมง?
ประกาศสวยหรูกรีนซีเกมส์
ข้อมูลจากเอกสารประชาสัมพันธ์ด้านความยั่งยืนของการจัดงาน ระบุชัดว่า ซีเกมส์ 2025 ตั้งเป้าจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้พลังงาน การจัดการสถานที่แข่งขัน และระบบขนส่ง โดยชี้ว่า แหล่งกำเนิดคาร์บอนหลักของมหกรรมกีฬาอยู่ที่การเดินทางของนักกีฬาและผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงราว 70-80% ของการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งหมด ยิ่งไปกว่านั้น จำนวนผู้เข้าร่วมการแข่งขันในปี 2025 เพิ่มขึ้นเป็น 12,506 คน สูงกว่าซีเกมส์ครั้งก่อนๆ ยิ่งตอกย้ำว่าการจัดการด้านคาร์บอนจากการเดินทางควรเป็น ‘หัวใจ’ ของกรีนซีเกมส์ครั้งนี้
ในทางปฏิบัติ ไทยพยายามชูภาพการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมผ่านการใช้สถานที่เดิม โดยกว่า 80% ของสนามแข่งขันเป็นการปรับปรุงและใช้งานต่อจากโครงสร้างเดิม เช่น สนามที่เคยใช้ในเอเชียนเกมส์ 1998 และยูนิเวอร์ซิเอด 2007 พร้อมเพิ่มจุดเติมน้ำดื่ม เพื่อลดการใช้ขวดพลาสติก และวางระบบจัดการขยะเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ ขณะเดียวกัน ยังประกาศแนวทางการใช้ยานพาหนะพลังงานไฟฟ้า การส่งเสริมระบบขนส่งสาธารณะ และการรณรงค์ให้เกิดการเดินทางแบบคาร์พูล
สอบผ่านแค่คัดแยกขยะ
ทว่าภาพของกรีนซีเกมส์ที่ถูกวาดไว้ก่อนพิธีเปิด กลับไม่สวยงามอย่างที่หวัง ฟังจากเสียงสะท้อนจาก ‘วุฒินล บุญวานิช’ หรือที่รู้จักกันในนาม ‘เต้ย แม่กลอง’ ผู้สื่อข่าวภาคสนามตัวตึง จากเดลินิวส์ ซึ่งลงพื้นที่ทำข่าวตลอดการแข่งขัน เล่าถึงมุมมองกรีนซีเกมส์ที่เห็นในเห็นในการจัดการแข่งขันครั้งว่า ผมมองว่า แนวคิดกรีนซีเกมส์ เพิ่งถูกหยิบยกขึ้นมาอย่างจริงจังในช่วงไม่กี่เดือนก่อนเปิดงาน ทำให้หลายมาตรการดูเหมือนถูกใส่เข้ามาแบบเร่งด่วน มากกว่าจะเป็นแผนที่ถูกคิดและออกแบบไว้ตั้งแต่ต้น
มาตรการเดียวที่ปรากฎชัดที่สุด คือ การคัดแยกขยะ แทบจะเป็นหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่ทำได้จริง โดยมีอาสาสมัครยืนประจำจุดที่ทิ้งขยะ คอยแนะนำผู้ชม และผู้ปฏิบัติงานตามจุดต่างๆ หน้าสนาม ตั้งแต่การแยกประเภทขยะ ไปจนถึงการให้เทเศษอาหารก่อนทิ้งบรรจุภัณฑ์ จากในมุมมองของผู้อยู่หน้างานจริงยอมรับว่า แม้ต้องปรับตัวอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้สร้างความยุ่งยากเกินไป และอาจช่วยให้คนคุ้นชินกับการลดขยะในระยะยาว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยังขาดความชัดเจน คือกระบวนการจัดการขยะหลังการคัดแยก ว่าขยะเหล่านั้นถูกนำไปจัดการต่ออย่างไร เมื่อปลายทางไม่ชัด การแยกขยะจึงอาจเป็นเพียงภาพที่ดูดี แต่ยังไม่อาจเรียกได้ว่ายั่งยืนจริง
ระบบขนส่งจุดแข็งกลายเป็นจุดอ่อน
ในทางตรงกันข้าม ประเด็นการขนส่ง ซึ่งเป็นแหล่งปล่อยคาร์บอนหลัก กลับกลายเป็นจุดอ่อนที่สุดของกรีนซีเกมส์ครั้งนี้ ‘เต้ย แม่กลอง’ ตั้งข้อสังเกตว่า มหกรรมกีฬาระดับนานาชาติในหลายประเทศ มักแจกบัตรโดยสารขนส่งสาธารณะฟรีให้แก่นักกีฬา ผู้สื่อข่าว และผู้ถือบัตร Accreditation เพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว แต่ซีเกมส์ครั้งนี้ไม่มีมาตรการดังกล่าว ผู้เข้าร่วมงานนับหมื่นคนจึงต้องพึ่งพาแท็กซี่ รถบัสของฝ่ายจัด หรือรถส่วนตัว
แม้จะมีรถบัสรับส่ง แต่ก็ไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าเป็นรถพลังงานไฟฟ้าหรือไม่ และในทางปฏิบัติก็ถูกใช้งานไม่มาก เมื่อระบบขนส่งสาธารณะไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจัง ผู้สื่อข่าวจำนวนไม่น้อยต้องพึ่งรถส่วนตัวเพื่อทำลงพื้นที่ทำข่าวเอง ส่งผลให้ทั้งมลภาวะและปัญหาการจราจรเพิ่มขึ้น สวนทางกับเป้าหมาย Carbon Neutrality อย่างชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้น ระบบขนส่งเฉพาะสำหรับมหกรรมกีฬา ซึ่งควรมีตารางเวลาและจุดขึ้น-ลงรถรับส่งที่ชัดเจน กลับแทบไม่ปรากฏให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม
อุปกรณ์เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม
ในด้านวัสดุและอุปกรณ์ภายในงาน ภาพของความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมก็ยังเลือนราง อุปกรณ์ส่วนใหญ่ไม่ได้สะท้อนความพยายามในการใช้วัสดุรีไซเคิลอย่างชัดเจน โดย “วุฒินล” เปรียบเทียบให้เห็นภาพด้วยการยกตัวอย่างจากประสบการณ์ที่เคยปฏิบัติหน้าที่ในภาคสนาม ที่หางโจว เอเชียนเกมส์ 2022 ที่ใช้โต๊ะ-เก้าอี้ หรืออุปกรณ์ภายในงานต่างๆ จากวัสดุรีไซเคิลอย่างเป็นสวยงามและใช้งานได้จริง ในขณะที่ซีเกมส์ครั้งนี้ สิ่งที่พอจะถูกมองว่าเป็น ‘กรีน’ ได้ คือเสื้อนักกีฬาไทยที่ผลิตจากเส้นใยขวดพลาสติกรีไซเคิล แต่นั่นก็เป็นเพียงจุดเล็กๆ เมื่อเทียบกับภาพรวมทั้งหมดของงาน

นอกจากนี้ ปัญหาการสื่อสารยิ่งทำให้แนวคิดกรีนซีเกมส์ดูจืดจางลงไปอีก ผู้ชมส่วนใหญ่ไม่ทราบเสียด้วยซ้ำว่าการแข่งขันครั้งนี้ตั้งเป้าเป็นกลางทางคาร์บอน สิ่งเดียวที่รับรู้ได้คือการแยกขยะ ไม่มีการสื่อสารเชิงรุกที่ทำให้ผู้เข้าร่วมรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจลดคาร์บอน ขณะที่พิธีปิดก็ยังมีการจุดพลุ ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าจะสร้างควันและมลพิษ ยิ่งทำให้เกิดคำถามว่าเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมถูกนำมาพิจารณาอย่างจริงจังเพียงใด? ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีเสียงสะท้อนจากนักกีฬาต่างชาติบางรายออกมาวิพากษ์วิจารณ์ของที่ระลึกที่ได้รับ ซึ่งเป็นจานกระดาษรักษ์โลก จุดเล็กๆ เช่นนี้สะท้อนให้เห็นได้ทั้งความไม่พร้อมและความบกพร่องด้านการสื่อสารของเจ้าภาพ
มองสื่อสารมากกว่าลงมือทำ
เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด กรีนซีเกมส์ 2025 จึงกลายเป็นตัวอย่างของ ‘นโยบายที่ใช้สื่อสาร มากกว่าลงมือทำ’ หรืออาจเรียกว่า ‘แนวคิด Carbon Neutrality เวอร์ชันพูดได้ แต่ทำไม่ถึง’กล่าวคือ มาตรการบางอย่างทำได้จริง แต่เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของภาพใหญ่ ขณะที่ประเด็นสำคัญๆ อย่างการขนส่ง ซึ่งปล่อยคาร์บอนสูงสุด กลับแทบไม่ได้รับการจัดการอย่างเป็นรูปเป็นร่าง
ดังนั้นคำถามที่ว่า ‘กรีนกี่โมง?’ จึงไม่ใช่คำถามเชิงเสียดสี แต่เป็นคำถามที่ชี้ตรงไปยังปัญหาเชิงโครงสร้างของการจัดมหกรรมขนาดใหญ่ในไทย เมื่อความยั่งยืนยังถูกมองเป็นของแถม มากกว่าจะเป็นแกนหลักในการวางแผน แม้ซีเกมส์ครั้งที่ 33 จะปิดฉากลงแล้ว แต่บทเรียนครั้งนี้ได้ทิ้งคำถามไว้ให้ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจว่า มหกรรมกีฬาครั้งต่อไป คำว่า ‘ยั่งยืน’ จะยังเป็นเพียงเป้าหมายที่ประกาศไว้แบบหลวมๆ หรือจะถูกทำให้เกิดขึ้นจริงเสียที

