‘การเดินทางด้วยเครื่องบิน’ กลายเป็นเรื่องคุ้นเคยของผู้คนในโลกยุคใหม่ที่ทั้งสะดวกและรวดเร็ว ทว่าเบื้องหลังความสะดวกสบายที่ว่านี้ อาจมีความเสี่ยงด้านสุขภาพที่ผู้โดยสารแทบไม่เคยตระหนักถึง The Guardian สหราชอาณาจักร เปิดเผยงานวิจัยล่าสุดที่ชี้ว่า ในบางช่วงของการเดินทาง ผู้โดยสารอาจต้องสูดดมมลพิษทางอากาศในระดับที่สูงกว่าที่คาดคิด โดยเฉพาะในช่วงที่เครื่องบินยังจอดอยู่บนพื้นสนามบิน
งานวิจัยดังกล่าวศึกษาโดยทีมวิจัยและนักวิชาการจาก Université Paris Cité ฝรั่งเศส ด้วยการนำอุปกรณ์ตรวจวัดคุณภาพอากาศขึ้นไปบนเที่ยวบินจริงจากสนามบินชาร์ล เดอ โกล ในกรุงปารีส ไปยังเมืองต่างๆ ในยุโรป อุปกรณ์ถูกวางไว้บนที่นั่งว่างหรือบริเวณกัลเลย์ของเครื่องบิน เพื่อเก็บข้อมูลว่าผู้โดยสารสูดอากาศที่มี ‘อนุภาคขนาดเล็กระดับไมโคร’ เข้าไปมากน้อยเพียงใดตลอดการเดินทาง
อนุภาคขนาดเล็กระดับไมโครเป็นมลพิษที่มีขนาดเล็กมากจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และมักไม่ถูกตรวจจับโดยเครื่องวัดคุณภาพอากาศทั่วไป ทำให้ยังไม่มีกฎระเบียบควบคุมอย่างชัดเจน ทั้งที่งานวิจัยจำนวนมากพบว่า อนุภาคเหล่านี้เกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพหลายด้าน ตั้งแต่การอักเสบของปอด โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ไปจนถึงผลกระทบต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์
ผลการตรวจวัดบนเครื่องบินทำให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า มลพิษไม่ได้เกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดทั้งเที่ยวบิน ในช่วงที่เครื่องบินอยู่บนระดับความสูงปกติ อากาศในห้องโดยสารค่อนข้างสะอาด แต่เมื่อเครื่องบินยังอยู่บนพื้นสนามบิน สถานการณ์กลับต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะช่วงที่ผู้โดยสารกำลังขึ้นเครื่อง และช่วงที่เครื่องบินเคลื่อนตัวบนรันเวย์เพื่อเตรียมขึ้นบิน พบว่า ระดับอนุภาคขนาดเล็กระดับไมโครสูงกว่าค่าที่องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดว่าอยู่ในระดับสูง มากกว่าสองเท่า
แม้อากาศที่ปนเปื้อนจะค่อยๆ ถูกระบายออกเมื่อเครื่องบินขึ้นสู่น่านฟ้า แต่เมื่อเครื่องลดระดับเพื่อเตรียมลงจอด ระดับมลพิษกลับเพิ่มขึ้นอีกครั้ง นักวิจัยอธิบายว่า อาจเป็นผลจากมลพิษที่สะสมอยู่รอบสนามบินและตามเส้นทางบิน นั่นหมายความว่า แม้มลพิษจะไม่เกิดขึ้นตลอดเวลา แต่จะปรากฏซ้ำในหลายช่วงของการเดินทาง โดยเฉพาะช่วงที่เครื่องบินอยู่ใกล้หรือภายในเขตสนามบิน
ภาพเดียวกันนี้ยังพบในเขม่าดำหรือแบล็กคาร์บอน ซึ่งเป็นมลพิษจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง โดยมีความเข้มข้นสูงที่สุดในช่วงที่เครื่องบินจอดหรือเคลื่อนตัวอยู่ภายในสนามบิน มลพิษเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลเฉพาะกับผู้โดยสารบนเครื่องเท่านั้น แต่ยังสะสมในอากาศรอบสนามบินและพื้นที่ใกล้เคียงอย่างต่อเนื่อง
และจะยิ่งน่ากังวลขึ้นไปอีก หากจำนวนผู้โดยสารเครื่องบินทั่วโลกยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะทะลุ 5 พันล้านคนเป็นครั้งแรกในปี 2025 นี้ ในขณะที่อุตสาหกรรมการบินยังมีมาตรการควบคุมมลพิษที่น้อยอยู่ เมื่อเทียบกับภาคคมนาคมอื่นๆ เหล่านี้สะท้อนว่า การเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมการบินไปสู่ความยั่งยืน ไม่ควรโฟกัสอยู่แค่เรื่องของการลดการปล่อยคาร์บอนหรือการใช้เชื้อเพลิงทางเลือกเท่านั้น แต่จำเป็นต้องคำนึงถึงคุณภาพอากาศและผลกระทบต่อสุขภาพควบคู่กันไป
นอกจากนี้งานวิจัยยังชี้ให้เห็นว่า มลพิษจากสนามบินไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในพื้นที่สนามบินเท่านั้น แต่ยังแพร่กระจายออกไปยังชุมชนใกล้เคียงอีกด้วย ตัวอย่างเช่น สนามบินชาร์ล เดอ โกล ในกรุงปารีส ตรวจพบอนุภาคขนาดเล็กระดับไมโครในชุมชนที่อยู่ห่างออกไปเพียง 1 กิโลเมตร โดยมีระดับมลพิษใกล้เคียงกับถนนสายหลักที่มีการจราจรหนาแน่นที่สุดของเมือง ขณะที่สนามบินแกตวิกในกรุงลอนดอน ก็ได้ตรวจพบอนุภาคลักษณะเดียวกันในระยะประมาณ 500 เมตรจากสนามบิน ซึ่งมีค่าความเข้มข้นสูงกว่าถนนสายหลักใจกลางเมือง นั่นหมายความว่าผู้คนจำนวนมากอาจได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศ แม้จะไม่ได้เดินทางด้วยเครื่องบินก็ตาม
เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า หากอุตสาหกรรมการบินยังเดินหน้าขยายตัวอย่างต่อเนื่อง การดูแลคุณภาพอากาศและผลกระทบต่อสุขภาพของผู้โดยสาร คนทำงานในสนามบิน รวมถึงชุมชนโดยรอบ คือโจทย์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และอาจกลายเป็นอีกความท้าทายใหม่ที่อุตสาหกรรมต้องเผชิญในระยะต่อไป



