เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการกิจการด้านปฐมภูมิ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โพสต์เฟซบุ๊ก “หมอเจด” ให้ความรู้เรื่องสุขภาพ โดยระบุว่า หลายคนคิดว่าโรคหัวใจต้องเกิดจากไขมัน ของทอด หรือเกลือเป็นหลัก แต่ความจริงคือ น้ำตาล เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้หัวใจเสื่อมเร็วเช่นกันครับ แบบที่หลายคนไม่รู้ตัว เพราะไม่ได้ทำให้เจ็บหน้าอกทันที แต่ค่อย ๆ ทำให้หลอดเลือดอักเสบ หัวใจทำงานหนักขึ้นทุกวัน วันนี้มาดูกันครับว่า “พฤติกรรมกินหวาน” แบบไหน ที่กำลังเร่งหัวใจให้เสื่อมเร็วกว่าที่ควร
1) ดื่มน้ำหวานทุกวัน แต่คิดว่าแก้วเดียวไม่เป็นไร
ชานม กาแฟหวาน น้ำผลไม้ กลายเป็นของประจำวัน น้ำตาลในรูปของเหลวจะดูดซึมเร็วมาก ทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่ง → อินซูลินพุ่ง → เกิดการอักเสบในหลอดเลือด หัวใจต้องรับมือกับเลือดที่หนืดและหลอดเลือดที่แข็งขึ้นซ้ำ ๆ ต่อให้วันละแก้ว แต่ดื่มทุกวัน ความเสี่ยงก็สะสมครับ
2) ของหวานหลังมื้อ คือพฤติกรรมทำร้ายหัวใจโดยตรง
กินอิ่มแล้วตามด้วยขนม เค้ก ไอศกรีม จะทำให้น้ำตาลและไขมันพุ่งพร้อมกัน นี่คือช่วงที่หลอดเลือดอักเสบแรงที่สุด หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นทันทีหลังมื้อ ถ้าทำเป็นนิสัยทุกวัน หลอดเลือดจะเสื่อมเร็วมากครับ
3) กินหวานเวลาเครียด โดยไม่รู้ว่าหัวใจรับภาระหนัก
เวลาน้ำตาลเข้าร่างกายพร้อมความเครียด ฮอร์โมนคอร์ติซอลจะยิ่งกระตุ้นการอักเสบทำให้น้ำตาลสูงนานกว่าปกติ หัวใจต้องสูบฉีดแรงขึ้น ความดันสูงขึ้น หลายคนบอกว่า “หวานช่วยคลายเครียด” แต่จริง ๆ กำลังเร่งหัวใจให้ล้าเร็วขึ้นครับ
4) คิดว่าน้ำตาลธรรมชาติปลอดภัย กินได้ไม่จำกัด
พวกน้ำผึ้ง น้ำผลไม้ ผลไม้รสหวานจัด แม้จะเป็นน้ำตาลธรรมชาติ แต่ถ้ากินมาก ก็ทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งได้เหมือนกัน น้ำตาลส่วนเกินจะเปลี่ยนเป็นไขมันในเลือด ไปกระตุ้นการอักเสบของหลอดเลือดและหัวใจ คำว่า “ธรรมชาติ” ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยเสมอครับ
5) กินหวานตอนเย็น-กลางคืน ปล่อยหัวใจทำงานหนักทั้งคืน
ช่วงกลางคืนร่างกายควรพัก แต่ถ้ากินหวาน น้ำตาลจะค้างในเลือดนาน หัวใจต้องทำงานหนักตลอดคืน เพิ่มความเสี่ยงหัวใจเต้นผิดจังหวะ ความดันสูงตอนเช้า หลายคนตื่นมาเพลีย ใจสั่น ต้นเหตุอาจมาจากของหวานเมื่อคืนครับ
พฤติกรรมกินหวานเล็ก ๆ ที่เราทำซ้ำทุกวัน สามารถเร่งให้หัวใจเสื่อมเร็วได้จริงครับ พวกน้ำหวาน ขนมหลังมื้อ หวานแก้เครียด หวานตอนดึก พวกนี้ล้วนกระตุ้นการอักเสบของหลอดเลือดและหัวใจ ถ้าอยากให้หัวใจแข็งแรงไปนาน ๆ ให้เริ่มจาก “ลดหวานให้จริง” แล้วหัวใจจะเบาลง เลือดลื่นขึ้น และความเสี่ยงจะลดลงครับ



