เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. เวลา 07.25 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายกรณ์ จาติกวณิช นางการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ดูแลพื้นที่กรุงเทพฯ และนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาผู้อำนวยศูนย์อำนวยการเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมกันนำผู้สมัคร สส. 33 เขตเลือกตั้งของกรุงเทพฯ ไหว้สักการะศาลหลักเมือง เพื่อความเป็นสิริมงคล และสร้างขวัญกำลังใจ ปลุกพลังกลุ่ม “กรุงเทพฯ ฟ้าใหม่” ก่อนการสมัครรับเลือกตั้งในวันที่ 27 ธ.ค. 2568 ขณะที่ในวันนี้ (26 ธ.ค.) เวลา 10.00 น. พรรคประชาธิปัตย์เปิดตัวผู้เสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรี 3 คน คือ นายอภิสิทธิ์ นายกรณ์ และนางการดี

จากนั้น นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงการเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ 3 คน ว่า แคนดิเดตฯ ทั้ง 3 คนนี้ไม่ใช่ต่างคนต่างมาเป็นผู้อาสาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่มีที่มาเหมือนกัน คือความคิด ความตั้งใจ และวิสัยทัศน์ รวมถึงเคยทำงานร่วมกันมาในสถานะและโอกาสต่างๆ เราจึงมั่นใจว่าแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคประชาธิปัตย์ มองอนาคตของประเทศที่อยากเห็นตรงกัน ดังนั้นการทำงานของทั้ง 3 คน มีลักษณะกลมกลืน อีกทั้งได้คุยนโยบายที่ใช้รณรงค์หาเสียงมากับมือ
“เราไม่เปรียบเทียบแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคการเมืองอื่น แต่เราอธิบายให้เห็นถึงการคัดเลือกแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ทั้ง 3 คน อยากให้ประชาชนมั่นใจว่าทั้ง 3 คนมีความกลมกลืน ยึดมั่นในอุดมการณ์เดียวกัน และมีวิสัยทัศน์ที่ตรงกัน” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เมื่อถามว่าหลังจากเริ่มมีกระแสข่าวรายชื่อของแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ประเมินแล้วทำให้กระแสของพรรคดีขึ้นหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จากที่ตนได้พบปะประชาชนต่างๆ พบว่ามีกระแสตอบรับดี เชื่อว่าประชาชนต้องใช้เวลาประมาณ 40 วันที่เหลือเปรียบเทียบตัดสินใจ ซึ่งการเลือกตั้งเป็นสิ่งที่สำคัญไม่อยากให้ประเทศไทยติดล่มสภาพเศรษฐกิจสังคมที่ผ่านมา ดังนั้นอยากให้ประชาชนพิจารณาให้ถี่ถ้วน เพราะมีโอกาสสำคัญให้ประเทศพ้นจากภาวะปัญหา ประเทศเดินหน้า ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดี สังคมสงบสุข และทำให้ประเทศไทยผงาดบนสังคมโลกได้


นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า จากปัญหาที่พบว่าประชาชนเหนื่อยท้อกับอะไร และเขาต้องทน แต่วันนี้เป็นโอกาสหลุดพ้นสภาพนั้น พรรคประชาธิปัตย์เปิดประเด็น “ไทยหายจน” ไม่ได้หมายถึงจนเงินเท่านั้น ดังนั้นเราจะทยอยเปิดนโยบายที่เป็นคำตอบแก้จนแต่ละด้านเป็นอย่างไร และจะไม่ใช่ประกาศลอยๆ แต่มีความชัดเจนและระบุเป้าหมายที่ชี้วัดที่ประเมินเราได้หากมีโอกาสทำงาน เช่น ประกาศว่าภายใน 4 ปี เศรษฐกิจไทยต้องกลับมาเติบโตได้อยู่ที่ 5 เปอร์เซ็นต์ ลดหนี้สินของประชาชนจากเดิมที่มียอดหนี้ 80-90 เปอร์เซ็นต์ ให้เหลือ 60 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทั้งหมดทำได้โดยการเมืองสุจริต หมายความว่าประเทศไทยไม่ถูกจัดอันดับในลำดับดัชนีความโปร่งใสที่ 107 แต่ต้องกลับมาติดอันดับในสมัยที่พวกเราทำงาน คือลำดับที่ 80




