เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. กกต.เตรียมพร้อมกับการรับสมัครผู้สมัครเลือกตั้ง สส.เขต วันที่ 27-31 ธ.ค.2568 ส่วนกรุงเทพฯ จัดที่อาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานครไทย-ญี่ปุ่น เขตดินแดง กรุงเทพฯ สำนักงาน กกต. ได้ย้ำเตือนเจ้าหน้าที่ในการเข้มงวดเรื่องการตรวจสอบสิทธิในการสมัคร หลังทราบว่า มีรองหัวหน้าพรรคพรรคหนึ่ง ไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม ทำให้ขาดสิทธิการรับสมัครในครั้งนี้ รวมไปถึงตรวจสอบคุณสมบัติการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองว่า เป็นสมาชิกพรรคการเมืองครบ 30 วันจนถึงวันเลือกตั้งหรือไม่
สำหรับหัวหน้าพรรคการเมือง, กรรมการบริหารพรรค และแกนนำพรรค รวมถึงบรรดากองเชียร์จะไม่อนุญาตให้เข้ามาภายในพื้นที่ด้านล่างของอาคาร จะอนุญาตให้อยู่บนอัฒจันทร์ด้านบนหรือภายนอกอาคารเท่านั้น ว่าที่ร้อยตรี สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผอ.กกต. กทม.ให้สัมภาษณ์ว่า พร้อม 80-90% ที่เหลือขึ้นอยู่กับวันรับสมัคร 27 ธ.ค.นี้ โดยในการนัดหมายเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการรับสมัครตั้งแต่เวลา 05.00 น. เพื่อให้เกิดความพร้อมที่จะรับสมัครรับเลือกตั้งในเวลา 08.30 น.

นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ให้สัมภาษณ์ภายหลังถึงการออกแนวทางการจัดการการเลือกตั้งในจังหวัดที่ติดอยู่กับชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งมีการสู้รบว่า พื้นที่สีแดงถ้าเลือกตั้งไม่ได้จริงๆ ก็จะใช้ตามมาตรา 102 ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. เลื่อนไปเฉพาะหน่วยเลือกตั้งนั้น ต้องดูจากวันที่ 11 ม.ค.2569 ที่จะมีการเลือกตั้งนายก อบต.ก่อนแล้วประเมิน
พรรคประชาธิปัตย์ เปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ 3 คน คือ “หัวหน้ามาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ “ดร.อ้อ” การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ

“หัวหน้ามาร์ค” กล่าว การประกาศไม่จับมือกับกล้าธรรม เป็นความตั้งใจประกาศและทำจริง เป็นการแสดงจุดยืนของการสร้างบ้านเมืองสุจริต ที่ได้รับฟังจากประชาชนจำนวนมากที่ต้องการเห็นบ้านเมืองพ้นสภาพปัญหาในปัจจุบัน ผมพูดชัดว่าจะไม่สนับสนุนนโยบายที่สร้างความแตกแยก ไม่ร่วมกับพรรคที่มีนโยบายสร้างความแตกแยก เช่น แก้ ม.112 ด้วย หากพรรคไหนมีนโยบายแบบนี้ เราก็จะไม่ไปร่วม พูดตั้งแต่ต้น
เราอยากได้การเมืองสุจริต เห็นพรรคการเมืองบางพรรคที่ไม่สามารถสร้างบ้านเมืองสุจริตได้จึงต้องพูด แบบตรงไปตรงมา ใครมองว่าเป็นความพยายามจัดขั้วการเมืองใหม่ก็เป็นเรื่องของคนที่อยากจัด แต่หากไม่แสดงจุดยืนชัดเจน จะเปิดโอกาสกลับไปสู่สภาพการเมืองที่มีข้อตกลงลับ มีข้อตกลงแล้วฉีกข้อตกลง สลับไปสลับมา วันนี้ประกาศให้ชัดไม่ได้สร้างปัญหาให้กับใคร พรรคที่เราไม่ร่วมด้วย เขาก็บอกว่าไม่อยากร่วมกับเรา”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

“หัวหน้าเท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ว่า เขาเป็นคนเดียวในเวทีดีเบต ที่ยกมือเห็นด้วยกับร่างกฎหมายนิรโทษกรรมที่รวมผู้ต้องขัง ม.112 ว่า การยกมือไม่ใช่การเห็นด้วยกับการแก้ไข ม.112 แต่เป็นการผลักดันเรื่องนิรโทษกรรมของนักโทษที่โดนคดีทางการเมือง การให้สัมภาษณ์ของ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย น่าเป็นห่วง เนื่องจากเอาเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้าง และสร้างเงื่อนไขทางการเมือง และเอาเรื่องนี้มาเรียกกระแสอะไรหรือไม่ ทั้งๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับการแก้ไข ม.112
“ไม่อยากให้นายอนุทิน เอาเรื่องนี้มาเป็นวาทกรรม สร้างนิทานหลอกเด็ก ในกรอบการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ไม่มีพรรคการเมืองใดสามารถผลักดันเรื่องการแก้ไข ม.112 ได้อีกแล้ว ที่นายอนุทินประกาศไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคที่มีนโยบายแก้ ม.112 ก็ไม่กังวลใดๆ เพราะการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ ประชาชนจะต้องเลือกระหว่างรัฐบาลของพรรค ปชน.หรือรัฐบาลของนายอนุทิน และเราไม่จับมือกับพรรคกล้าธรรม”

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า การที่พรรค ปชน. ออกมาตั้งเงื่อนไขต่างๆ มันจะนำไปสู่การเป็นพรรคฝ่ายค้านหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า พรรคที่ชนะการเลือกตั้งมาเป็นอันดับ 1 ควรที่จะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ต้องไปถามพรรคภูมิใจไทย ว่ามีความพยายามที่จะจัดตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรค ปชน.หรือไม่ ถ้านายอนุทินมั่นใจว่าตัวเองจะไม่ชนะการเลือกตั้งมาเป็นอันดับที่ 1 ก็ไม่ควรจะมาตั้งเงื่อนไขอะไร กับการจัดตั้งรัฐบาลของพรรค ปชน.
“เรามั่นใจว่าจะชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้ได้แน่นอน ส่วนกรณีที่ ป.ป.ช.ใกล้ชี้มูลคดี 44 สส.เข้าชื่อแก้ไข ม.112 พรรค ปชน.จะไม่เปลี่ยนตัวแคนดิเดต และไม่เปลี่ยนผู้สมัครรับเลือกคนไหน เพราะเราได้บริหารความเสี่ยง และคิดทุกอย่างมาอย่างดีแล้ว” หัวหน้าเท้ง กล่าว
เสี่ยหนูตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ถามว่า “เอก” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ระบุว่า นายกฯ เข้าใจผิดเรื่องการแก้ไข ม.112 เพราะพรรค ปชน.ต้องการแก้แค่เฉพาะกฎหมายนิรโทษกรรมความผิดคดีการเมือง นายอนุทิน กล่าวว่า ก็คือนิรโทษกรรมคนที่กระทำความผิดเกี่ยวกับ ม.112 ซึ่งก็ไม่ใช่แนวทางของพรรคภูมิใจไทย ไม่ได้เข้าใจผิด
เมื่อถามว่า หัวหน้าเท้งจะไม่โหวตให้นายอนุทินเป็นนายกฯ และว่า รัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้นจะเป็นการต่อสู้กันระหว่างพรรค ปชน.และพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน กล่าวว่า “ทำไมถึงไม่โหวต ที่ไม่โหวต เพราะโกรธที่ผมยุบสภาหรือ ผมทำชั่วทำอะไร ผมทำเลวอะไรกับประเทศชาติหรือเปล่าถึงไม่มาร่วมงาน ผมก็รักชาติรักบ้านเมืองไม่แพ้กัน ทำไมถึงทำงานร่วมกันไม่ได้ ยังไม่ทันเลือกตั้งเลย ประชาชนยังไม่ทันตัดสินเลย แล้วมาบอกว่าไม่ทำงานร่วมกันแล้ว

ถึงเวลาลุยต้องลุย ถ้าจะต้องถอยแล้วบ้านเมืองเดินหน้าไปได้ก็ต้องถอย ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะร่วมกับใครไม่ได้ อย่างที่ผมพูดไม่ร่วมกับพรรคไหนที่ไปแต่มาตรา 112 ซึ่งเป็นแนวทางของพรรคภูมิใจไทย“
เสี่ยหนูยังชี้แจงเหตุที่ดีเบตไม่ได้ ว่า ยังทำหน้าที่นายกฯ ซึ่งไม่ใช่รักษาการ และไม่มีคำว่ารัฐบาลรักษาการ มันกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญว่าประเทศต้องมีรัฐบาลตลอดเวลา การเป็นนายกฯพูดอะไรต้องระวัง ไปแล้วอาจไปทะเลาะกับเขาหรือต้องไปชี้แจง ซึ่งให้พูดแค 2 นาทีก็คงไม่ได้ จะหาทางสื่อสารกับประชาชนในรูปแบบที่ชัดเจน เวลาไม่จำกัด
ด้าน ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ อำนรรฆสรเดช กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ดูแลการเลือกตั้งกรุงเทพฯ เปิดเผยว่า พรรค พปชร.พิจารณารายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเป็นว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. ได้คนที่เป็นที่พึ่งประชาชนได้แน่นอน อาทิ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ นักตรวจสอบการทุจริต เตรียมลงสมัคร เขตเลือกตั้ง 4 นายสุภดิช อากาศฤกษ์ อดีตหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ เขตเลือกตั้ง 10 น.ส.นพวรรณ หัวใจมั่น อดีตผู้สมัคร สส.กทม.พรรค พปชร. นายมณฑล โพธิ์คาย อดีต สส.กทม. ที่ย้ายมาจากพรรคภูมิใจไทย เตรียมลงสมัครเขต 22 นายวัฒนา เซ่งไพเราะ อดีต สส.กทม.ที่ย้ายจากพรรคเพื่อไทย เตรียมลงสมัครเขต 23 และนายภาสกร เงินเจริญกุล อดีตเลขาธิการพรรคเศรษฐกิจใหม่ เตรียมลงสมัครเขต 24

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ว่าที่ผู้สมัคร สส.น่าน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การเลือกตั้งรอบนี้ มีรายงานข่าวว่ามีการใช้ทุน ใช้เงิน เข้ามาเป็นปัจจัยสำคัญในการโน้มน้าว สส.ให้หลายคนย้ายขั้ว ย้ายค่าย ซึ่งเป็นภาวะสุ่มเสี่ยงต่อการกินรวบประเทศได้ จากปัจจัยดังกล่าวเชื่อว่าจะมีการกลั่นแกล้งกันทางการเมืองสูงมาก นักวิเคราะห์ทางการเมืองหลายคนประมาณการว่าการเลือกตั้งในปี 2569 คาดว่าจะมีเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งมีความเป็นไปได้มาก
“จากการลงพื้นที่พบว่า ในพื้นที่จังหวัดน่าน มีกลุ่มคนเริ่มออกปฏิบัติการที่สุ่มเสี่ยงต่อการผิดกฎหมายเลือกตั้ง คือเริ่มมีการเก็บสำเนาบัตรประชาชน ตามหมู่บ้านต่างๆ ซึ่งคนเดินเก็บสำเนาได้ใบละ 50 บาท และเจ้าของบัตรจะได้รับจำนวน 300 บาท ซึ่งวัตถุประสงค์ในการเก็บไม่ชัดเจน ขณะที่ชาวบ้านไม่ได้มีการเขียนกำกับว่าไปใช้เพื่อการใด หวั่นใจว่า จะนำสำเนาบัตรประชาชนที่เก็บไปใช้ในทางที่ก่อให้เกิดความเสียหาย เช่น กลุ่มสแกมเมอร์”

นายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีต สส.บัญชีรายชื่อ กล่าวแนะนำแนวทางการหาเสียงให้กับผู้สมัครสส.ของพรรคประชาธิปัตย์ ในพื้นที่ภาคกลาง ตอนหนึ่งถึงความรุนแรงในการซื้อเสียงว่า “บางพรรคขายไปเลย 500 ล้านบาท เพื่อเอาเงินมาจ่ายคนละ 5-10 ล้านบาท ตนได้คุยกับบางคนที่ไปอยู่พรรคอื่น ถามว่าทำไมก่อนหน้านี้บอกว่าจะไม่ไปที่อื่น เขายอมรับว่ามาคุยกับนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เลขาธิการพรรคแล้ว ว่า ไม่มีเงินให้อย่างที่พรรคอื่นทำกัน แต่เขาจำเป็นต้องใช้เงินก็เลยต้องขอไป
“มีบางคนจะไปซื้อพรรคการเมือง 500 ล้านบาท ซื้อ สส. 50 ล้านบาท เคยถามคุณสาธิต ( คาดว่า หมายถึงนายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคดูแลภาคตะวันออก )ว่าญาติที่ไปอยู่พรรคอื่นได้เท่าไร ท่านบอกว่าราคาเหมือนกับที่อื่น เงินพวกนี้มันหามาเองไม่ได้หรอก ยกเว้นพวกต้มตุ๋น สแกมเมอร์ หัวหน้าพรรคจึงประกาศไม่เอาการเมืองแบบนี้”



