“ท้องอืด” เป็นภาวะที่เรารู้สึกแน่น จุกเสียด มีลมในท้อง ไม่สบายตัว หรือได้ยินเสียงโครกครากในท้องของเรา ซึ่งหลายๆคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย เป็นอาการที่พบได้บ่อย
“โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์” มีสาระน่ารู้เตือนใจให้ระมัดระวังต่ออาการที่ว่านี้ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติในร่างกาย โดยท้องอืดส่วนใหญ่มักเป็นผลจากการมีแก๊สหรือลมจำนวนมากอยู่ในทางเดินอาหาร แต่บางกรณีเกิดจากระบบประสาทที่ไวเกิน ทำให้รู้สึกแน่นท้องได้ง่ายมากกว่าคนทั่วไป
สาเหตุของท้องอืด
อาการท้องอืดเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ มักมีเหตุกระตุ้นจากอาหารที่รับประทาน ความเครียด การใช้ชีวิตและอาจเป็นอาการหนึ่งของโรคต่าง ๆ ดังนี้
-โรคลำไส้แปรปรวน
-ภาวะจุลินทรีย์ในลำไส้เล็กเจริญเติบโตมากผิดปกติ
-ย่อยสารอาหารคาร์โบไฮเดรตบางชนิดไม่ได้
-โรคกระเพาะอาหาร
-ท้องผูกเรื้อรัง
-ติดเชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไร
-นิ่วในถุงน้ำดี
-ก้อนเนื้องอกและมะเร็งในช่องท้อง เช่น กระเพาะอาหาร ตับ รังไข่
-มีน้ำในช่องท้องจากสาเหตุต่างๆ เช่น ตับแข็ง การอักเสบของเยื่อบุช่องท้อง
-กลุ่มอาการก่อนเป็นประจำเดือน
-โรคอื่นๆ เช่น ลำไส้อุดตันเทียม

อาการแบบไหนที่ควรพบแพทย์
บ่อยครั้งที่อาการท้องอืดเกิดจากการบริโภคอาหาร เช่น รับประทานอาหารที่มีไขมันสูง อาหารที่ทำให้เกิดแก๊สมาก อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง ความเครียด แต่ควรรีบไปพบแพทย์เมื่อใดก็ตามที่มีอาการผิดปกติดังนี้
-อาเจียนบ่อยหรืออาเจียนเป็นเลือด
-ตัวเหลือง ตาเหลือง
-ปวดท้องรุนแรง
-ถ่ายเหลวเรื้อรัง ถ่ายเป็นเลือด
-น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
-ประจำเดือนผิดปกติ
การรักษาและป้องกัน “ท้องอืด”
การป้องกันและรักษาอาการท้องอืดขึ้นอยู่กับสาเหตุ ทั้งนี้หากไม่ได้มีสาเหตุจากโรคที่รุนแรง ส่วนใหญ่มักเกิดจากมีแก๊สหรือลมอยู่ในทางเดินอาหาร ซึ่งสามารถป้องกันอาการท้องอืดได้ด้วยตัวเอง ดังนี้
-หลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มรสหวานจัด โซดา น้ำอัดลม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์จากนมกรณีที่สังเกตได้ว่ามีอาการมากขึ้นหลังบริโภค และรับประทานอาหารผัก ผลไม้ ในปริมาณที่พอเหมาะ
-ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ไม่รับประทานอาหารครั้งละมาก ๆ หรือเร็วจนเกินไป หลีกเลี่ยงการนั่งเฉยๆ หรือนอนทันทีหลังรับประทานอาหารเสร็จ
-รับประทานอาหารสุก สะอาด ไม่มีไขมันสูงเกินไป
-ดื่มน้ำให้เพียงพอ อย่างน้อย 6-8 แก้วต่อวัน
-ออกกำลังกาย เพื่อช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหารและขับถ่าย
-จัดการกับความเครียด เช่น ทำกิจกรรมที่ผ่อนคลาย เช่น โยคะ ฝึกหายใจ ทำสมาธิ
-ไม่สูบบุหรี่ การสูบบุหรี่เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคกระเพาะอาหาร.



