สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. ว่า ศาลไฮคอร์ตในกรุงกัวลาลัมเปอร์มีคำพิพากษา เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ให้นายนาจิบ ราซัค อดีตนายกรัฐมนตรี วัย 72 ปี รับโทษจำคุกเพิ่มอีก 15 ปี และต้องชำระค่าเสียหายคืน 11,400 ล้านริงกิต (ราว 87,506.72 ล้านบาท) คืนให้แก่แผ่นดิน แต่หากนาจิบไม่จ่ายค่าปรับ ต้องรับโทษจำคุกเป็นเวลา 40 ปี


ก่อนหน้านั้นในวันเดียวกัน ศาลตัดสินว่า นาจิบมีความผิดจริง ตามคำฟ้องทั้ง 4 กระทง ในข้อหาฐานใช้อำนาจโดยมิชอบ และอีก 21 กระทง ที่เกี่ยวกับการฟอกเงิน จากคดีการทุจริตในกองทุนพัฒนาแห่งชาติ (วันเอ็มดีบี)


อัยการกล่าวว่า นาจิบใช้อำนาจในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รมว.การคลัง และประธานคณะที่ปรึกษากองทุนวันเอ็มดีบี เพื่อโอนเงินจำนวนมากจากกองทุนเข้าสู่บัญชีส่วนตัวของตนเอง ตลอดระยะเวลานานกว่า 1 ทศวรรษที่ผ่านมา โดยมีการนำเงินที่ยักยอกไปใช้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ระดับหรู เรือยอชท์ราคาแพง และงานศิลปะล้ำค่าหลายรายการ ซึ่งถือเป็นเจตนาฟอกเงินอย่างชัดเจน


ขณะเดียวกัน ศาลปฏิเสธข้อโต้แย้งหลายประการของฝ่ายจำเลย รวมถึงข้ออ้างว่า นาจิบ “ถูกหลอกใช้” โดยนายโจ่ โหลว หรือ โจ โลว์ นักธุรกิจชาวมาเลเซีย ซึ่งเชื่อว่าคือผู้อยู่เบื้องหลังและเป็นกลไกสำคัญของการทุจริตกองทุนวันเอ็มดีบี ซึ่งศาลกล่าวว่า “พยานหลักฐานชี้ชัด” ว่าการที่นาจิบและโลว์รู้จักกันนั้น “ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ”


ทั้งนี้ วันเอ็มดีบี เป็นกองทุนเพื่อการลงทุนของรัฐที่ก่อตั้งโดยนาจิบ เมื่อปี 2552 หลังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ไม่นาน แต่อัยการกล่าวว่า นาจิบกลับแต่งตั้งโลว์ ซึ่งไม่มีตำแหน่งทางการใด ๆ เป็นผู้ช่วยเรื่องกองทุนและมีอำนาจตัดสินใจในเรื่องที่สำคัญ


คำพิพาษาล่าสุดของศาลที่มีต่อนาจิบในคดีวันเอ็มดีบี ยิ่งทำให้การต่อสู้ทางกฎหมายของอดีตผู้นำมาเลเซีย วัย 72 ปี ยิ่งเผชิญกับอุปสรรค เนื่องจากศาลไฮคอร์ตเพิ่งมีคำพิพากษา เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ยกคำร้องของนาจิบ ในการขอรับโทษจำคุกที่เหลือ จากการอยู่ในเรือนจำ ไปเป็นการกักบริเวณภายในบ้าน


ศาลให้เหตุผลว่า มติในเรื่องนี้ต้องมาจากคณะกรรมการพิจารณาการพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งสมเด็จพระราชาธิบดีทรงเป็นประธาน


อนึ่ง นาจิบ ถือเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีคนแรกในประวัติศาสตร์ของมาเลเซีย ซึ่งต้องเข้าสู่เรือนจำ โดยรับโทษจำคุกแต่เดือน ส.ค. 2565 หลังศาลฎีกาพิพากษายืนบทลงโทษจำคุกอดีตผู้นำมาเลเซีย เป็นเวลา 12 ปี โดยไม่รอลงอาญา และต้องชำระค่าเสียหายคืนแก่แผ่นดิน จากความผิดจริงฐานยักยอกเงิน 42 ล้านริงกิต (ราว 322.39 ล้านบาท) จากเอสอาร์ซี อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเป็นหนึ่งในกองทุนย่อยของวันเอ็มดีบี.

เครดิตภาพ : AFP