เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.68 สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยรายงานผลการสำรวจ เรื่อง หลักสถิติ ประมาณการแนวโน้มคะแนนเสียงของพรรคการเมืองครั้งที่ 2 สำรวจจากกลุ่มตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,253 ตัวอย่าง โดยใช้หลักสถิติประมาณการคะแนนเสียงในระดับประเทศ อาศัยประสบการณ์และแบบจำลองเชิงสถิติที่เคยใช้มาแล้วในอดีต เช่น กรณีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่โพลชี้ว่านายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ จะได้รับคะแนนประมาณ 1.2 ล้านเสียง ขณะที่ผลการนับคะแนนจริงอยู่ที่ประมาณ 1.3 ล้านเสียง รวมถึงกรณีการทำโพลลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 พบว่า คนจะรับร่างรัฐธรรมนูญ 61.5 และ กกต.ประกาศผลจริงว่า คนรับร่างรัฐธรรมนูญ 61.4
อ้างอิงจาก https://www.dailynews.co.th/news/1073585/ และโพลประชามติปี 2560 https://www.sanook.com/news/2035470/ โดยดำเนินการศึกษาครั้งนี้ระหว่างวันที่ 25 – 27 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ช่วงความคลาดเคลื่อนจากการกำหนดขนาดตัวอย่าง +/- ร้อยละ 5
กรอบการวิเคราะห์อ้างอิงฐานข้อมูลประชากรอายุ 18 ปีขึ้นไป จากทะเบียนราษฎร์ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ณ เดือนพฤศจิกายน 2568 จำนวนทั้งสิ้น 53,057,546 คน เพื่อให้การประมาณการคะแนนเสียงอยู่บน “ฐานประชากรจริง” และสะท้อนพลวัตเชิงการเมืองระดับประเทศ
โครงสร้างความตั้งใจไปใช้สิทธิ: ฐานพฤติกรรมการเมืองของประเทศ
เมื่อพิจารณา “ฐานโครงสร้าง” ของการเลือกตั้ง (ความตั้งใจไปใช้สิทธิ) รายงานของซูเปอร์โพลชี้ว่า จากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 53,057,546 คน การประมาณการครั้งที่ 2 คาดว่าผู้จะไปเลือกตั้ง ส.ส. วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 มีจำนวน 39,793,156 คน เพิ่มขึ้นจากการประมาณการครั้งที่ 1 ซึ่งอยู่ที่ 38,307,548 คน หรือเพิ่มขึ้น 1,485,608 คน
ในทางกลับกัน กลุ่ม “ไม่ไป/ไม่แน่ใจ” ลดลงจาก 14,749,998 คน เหลือ 13,264,390 คน หรือลดลง 1,485,608 คน ซึ่งมีนัยสำคัญเชิงพฤติกรรมว่า “ความลังเลด้านการไปใช้สิทธิ” ถูกดึงกลับเข้าสู่ระบบการตัดสินใจมากขึ้น (อย่างน้อยในเชิงความตั้งใจ) ข้อสังเกตสำคัญคือ ตัวเลขเพิ่ม–ลดในสองกลุ่มนี้ “สมดุลกันพอดี” สะท้อนการเคลื่อนย้ายของสถานะจาก “ไม่ไป/ไม่แน่ใจ” ไปสู่ “ไปเลือกตั้ง” มากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงขนาดฐานประชากร ซึ่งยังคงเท่ากับ 53,057,546 คน ทั้งสองครั้ง

ภาพลักษณ์เชิงสัญลักษณ์: ความชอบโลโก้พรรคการเมือง (เก่า/ใหม่)
ในมิติ “สัญลักษณ์ทางการเมือง” รายงานนำเสนอความชอบต่อการออกแบบโลโก้ ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนการจดจำและความรู้สึกต่อพรรค (brand cue) โดยในกลุ่ม “พรรคการเมืองเก่า” 3 อันดับแรก ได้แก่
- โลโก้พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 24.0
- โลโก้พรรคประชาชน ร้อยละ 19.8
- โลโก้พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 12.4
ขณะที่ในกลุ่ม “พรรคการเมืองเปิดตัวใหม่” 3 อันดับแรก ได้แก่
- โลโก้พรรคปวงชนไทย ร้อยละ 27.3
- โลโก้พรรครักชาติ ร้อยละ 21.5
- โลโก้พรรคไทยก้าวใหม่ ร้อยละ 18.2
เชิงสังเคราะห์ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า “พรรคใหม่” บางพรรค (โดยเฉพาะปวงชนไทยที่ 27.3%) สามารถสร้างแรงดึงดูดเชิงภาพลักษณ์ได้สูงกว่า “พรรคเก่า” ที่คะแนนนำในหมวดเดียวกันอยู่ที่ 24.0% ซึ่งตีความได้ว่า “การออกแบบสัญลักษณ์” อาจกำลังทำหน้าที่เป็นประตูด่านแรกของการรับรู้และความสนใจ ก่อนการตัดสินใจเชิงนโยบายหรือเชิงตัวบุคคล
ผลประมาณการคะแนนเสียงระดับประเทศ: การเปลี่ยนแปลงครั้งที่ 1 และ ครั้งที่ 2
ตารางประมาณการคะแนนเสียง (ครั้งที่ 2) แสดงการจัดวางกำลังทางการเมืองในเชิง “จำนวนคะแนนคาดหมาย” โดยเปรียบเทียบกับครั้งที่ 1 ดังนี้
- พรรคภูมิใจไทย: จาก 8,436,150 คะแนน เพิ่มเป็น 9,338,128 คะแนน (เพิ่มขึ้น)
- พรรคเพื่อไทย: จาก 7,587,229 คะแนน เพิ่มเป็น 7,799,459 คะแนน (เพิ่มขึ้น)
- พรรคประชาชน: จาก 4,509,891 คะแนน ลดเหลือ 3,448,741 คะแนน (ลดลง)
- เลือกพรรคอื่น ๆ และพรรคเปิดตัวใหม่: จาก 5,199,640 คะแนน ลดเหลือ 4,562,949 คะแนน (ลดลง)
- คนลังเล/ไม่ตัดสินใจ/ไม่ตอบ: จาก 12,574,638 คะแนน เพิ่มเป็น 14,643,879 คะแนน (เพิ่มขึ้น)
- ไม่ไปเลือกตั้ง: จาก 14,749,998 คน ลดเหลือ 13,264,390 คน (ลดลง)
และยอดรวมผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งสิ้นยังคงเท่ากับ 53,057,546 คน
สังเคราะห์เชิงความหมาย
ภาพรวมการเปลี่ยนแปลงครั้งที่ 2 มี “สามสัญญาณ” ที่ควรอ่านร่วมกันเป็นระบบ คือ (1) การเพิ่มขึ้นของคะแนนคาดหมายในสองพรรคหลัก (ภูมิใจไทยเพิ่มจาก 8.44 เป็น 9.34 ล้าน; เพื่อไทยเพิ่มจาก 7.59 เป็น 7.80 ล้าน) บ่งชี้การ “ยืนยันตัวเลือกเดิม” ของบางส่วนในระบบผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (2) การลดลงของพรรคประชาชนจาก 4.51 เหลือ 3.45 ล้านคะแนน เป็นการหดตัวที่มีนัยต่อการแข่งขันในกลุ่มฐานเดิม/ฐานเมือง/ฐานอุดมการณ์ ซึ่งอาจสะท้อนการถูกดึงคะแนนออกไปทั้งสองทิศทาง คือกลับไปสู่พรรคเก่า หรือไหลเข้าสู่สถานะ “ไม่ตอบ/ลังเล” (3) ที่สำคัญที่สุด คือการขยายตัวของ “คนลังเล/ไม่ตัดสินใจ/ไม่ตอบ” จาก 12.57 เป็น 14.64 ล้านคะแนน ซึ่งเป็นก้อนประชากรการเมืองที่ใหญ่ที่สุดในตาราง และเป็นตัวแปรชี้ขาดผลลัพธ์ในโค้งสุดท้าย
กล่าวโดยสรุป เมื่อรวมผลทั้งหมด รายงานครั้งที่ 2 ชี้ว่าประเทศกำลังอยู่ในภาวะ “การแข่งขันบนฐานความไม่แน่นอนสูง” โดยแม้ความตั้งใจไปใช้สิทธิจะเพิ่มเป็น 39.79 ล้านคน แต่ในเวลาเดียวกัน กลุ่ม “ลังเล/ไม่ตอบ” กลับขยายตัวเป็น 14.64 ล้านคน สะท้อนว่าการเพิ่มของผู้ตั้งใจจะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (turnout intent) ไม่ได้แปลว่า “ความชัดเจนของตัวเลือก” เพิ่มขึ้นเสมอไป กล่าวคือ ผู้คนอาจ “ตั้งใจไปเลือกตั้งมากขึ้น” แต่ยัง “ไม่พร้อมเลือกพรรค” ในช่วงเวลาที่ทำการสำรวจ
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติและเชิงนโยบาย/ยุทธศาสตร์
- ต้องทำงานกับก้อน “14.64 ล้าน” ด้วยยุทธศาสตร์ลดความลังเล (Uncertainty Reduction)
การสื่อสารควรเปลี่ยนจาก “บอกว่าดี” ไปสู่ “ทำให้ตัดสินใจง่าย” เช่น ข้อความสั้นที่ตอบ 3 คำถามหลัก: เลือกแล้วชีวิตดีขึ้นอย่างไร ทำได้จริงแค่ไหน จำเป็นต้องเลือกพรรคนี้หรือไม่ และเริ่มเมื่อไร โดยเป้าหมายคือย้ายคนจาก “ไม่ตอบ/ลังเล” ไปเป็น “เลือกพรรค” ให้เร็วที่สุดก่อนวันเลือกตั้ง - โลโก้/อัตลักษณ์เป็นประตูแรก แต่ต้องเชื่อมเข้ากับสาระให้ติด (Brand ไปสู่ Policy Bridge)
เมื่อเห็นว่าโลโก้พรรคใหม่บางพรรคมีแรงดึงสูง (เช่น ปวงชนไทย 27.3%) ควรเร่ง “แปลงการจำได้” ให้เป็น “เหตุผลในการเลือก” ผ่านนโยบาย 1–2 เรื่องที่จำง่ายและวัดผลได้ เพื่อป้องกันการเป็นแค่กระแสภาพลักษณ์ระยะสั้น - การคุมโครงเรื่องเล่า (narrative) ทั้งมิติของนโยบาย คุณค่า อารมณ์ ข้อเท็จจริง และเรื่องเล่าต่าง ๆ ต้องสอดคล้องกับสถิติกลุ่มคนตั้งใจจะไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (turnout) ที่ขยับขึ้น เพราะผู้ตั้งใจไปเลือกตั้งเพิ่มขึ้น 1,485,608 คน การรณรงค์ภาคสนาม/สื่อสารออนไลน์ควรเน้น “การปิดการขาย” (conversion) มากกว่าการสร้างการรับรู้ทั่วไป โดยวัดผลเป็นสัปดาห์ต่อสัปดาห์ว่าคน “จากลังเลไปสู่การตัดสินใจเลือก” ขยับเท่าไร เช่น น้ำท่วมภาคใต้ปีนี้เสียหายกว่า 5 หมื่นล้านบาท ประชาชนได้รับผลกระทบหนักกว่า 1 ล้านคน นี่ไม่ใช่ภัยธรรมชาติธรรมดา แต่คือผลของระบบรัฐที่ไปไม่ทันชีวิตคน และนี่คือเหตุผลที่ต้องเปลี่ยนวิธีบริหารประเทศ ดังนั้นการคุมโครงเรื่องเล่าคือการเปลี่ยนข้อมูลให้มีความหมายต่อการตัดสินใจเลือกตั้งของประชาชน
ตารางที่ 1 แสดงผลประมาณการจำนวนประชาชนที่คาดว่าจะไปเลือกตั้ง ส.ส. วันที่ 8 กุมภาพันธุ์ 2569
| ลำดับ | ความตั้งใจจะไปเลือกตั้ง | ประมาณการครั้งที่ 1 | ประมาณการครั้งที่ 2 |
| 1 | ไปเลือกตั้ง | 38,307,548 คน | 39,793,156 คน |
| 2 | ไม่ไป / ไม่แน่ใจ | 14,749,998 คน | 13,264,390 คน |
| รวมทั้งสิ้น | 53,057,546 คน | 53,057,546 คน |
แหล่งที่มาจาก ฐานข้อมูลจำนวนประชากรอายุ 18 ปีขึ้นไป
ทะเบียนราษฎร์ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เดือนพฤศจิกายน 2568
ตารางที่ 2 แสดง 3 อันดับแรกค่าร้อยละของตัวอย่างที่ ชอบการออกแบบโลโก้ของพรรคการเมืองเก่า
| ลำดับ | ชอบการออกแบบโลโก้พรรคการเมืองเก่า | ร้อยละ |
| 1 | โลโก้พรรคภูมิใจไทย | 24.0 |
| 2 | โลโก้พรรคประชาชน | 19.8 |
| 3 | โลโก้พรรคเพื่อไทย | 12.4 |
ตารางที่ 3 แสดง 3 อันดับแรกค่าร้อยละของตัวอย่างที่ ชอบการออกแบบโลโก้ของพรรคการเมืองเปิดตัวใหม่
| ลำดับ | ชอบการออกแบบโลโก้พรรคการเมืองเปิดตัวใหม่ | ร้อยละ |
| 1 | โลโก้พรรคปวงชนไทย | 27.3 |
| 2 | โลโก้พรรครักชาติ | 21.5 |
| 3 | โลโก้พรรคไทยก้าวใหม่ | 18.2 |
ตารางที่ 4 แสดง 3 อันดับแรก ผลประมาณการคะแนนเสียงพรรคการเมืองเก่า เปรียบเทียบผลประมาณการครั้งที่ 1 และ 2
| ลำดับ | พรรคการเมืองเก่า | ประมาณการครั้งที่ 1 | ประมาณการครั้งที่ 2 | การเปลี่ยนแปลง |
| 1 | พรรคภูมิใจไทย | 8,436,150 คะแนน | 9,338,128 คะแนน | เพิ่มขึ้น |
| 2 | พรรคเพื่อไทย | 7,587,229 คะแนน | 7,799,459 คะแนน | เพิ่มขึ้น |
| 3 | พรรคประชาชน | 4,509,891 คะแนน | 3,448,741 คะแนน | ลดลง |
| 4 | เลือกพรรคอื่น ๆ และพรรคเปิดตัวใหม่ | 5,199,640 คะแนน | 4,562,949 คะแนน | ลดลง |
| 5 | คนลังเล/ไม่ตัดสินใจ/ไม่ตอบ | 12,574,638 คะแนน | 14,643,879 คะแนน | เพิ่มขึ้น |
| 6 | ไม่ไปเลือกตั้ง | 14,749,998 คน | 13,264,390 คน | ลดลง |
| รวมผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งสิ้น | 53,057,546 คน | 53,057,546 คน |



