เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.68 ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้ก่อตั้งซูเปอร์โพล เขียนบทวิเคราะห์พิเศษ เกี่ยวกับการเลือกตั้ง 2569 ระบุว่าหลังอ่านผลโพลประมาณการคะแนนพรรคการเมืองครั้งที่ 2 ของซูเปอร์โพลแล้ว อาจกล่าวได้ว่า นี่ไม่ใช่โพลที่บอกว่าใครชนะ แต่เป็นโพลที่บอกว่า “การเมืองไทยกำลังแข่งกันบนฐานความไม่แน่นอนสูงที่สุดในรอบหลายปี” 3 สัญญาณหลักจากโพลครั้งนี้

1.คนตั้งใจจะไปเลือกตั้งเพิ่มขึ้นจริง …จาก 38.30 ล้าน เป็น 39.79 ล้านคน แปลว่า ประชาชนไม่ได้ถอดใจจากระบบเลือกตั้ง

2.แต่คนยัง “ไม่กล้าเลือก” เพิ่มขึ้นพร้อมกัน …กลุ่มลังเล/ไม่ตัดสินใจ/ไม่ตอบ จาก 12.57 ล้าน เป็น 14.64 ล้านคน นี่เป็นก้อนประชากรการเมืองที่ “ใหญ่ที่สุด” และ “ชี้ขาดผลเลือกตั้ง”

3.คะแนนพรรคหลักขยับ แต่ยังไม่ทะลุเพดานศรัทธา …พรรคใหญ่บางพรรคเพิ่ม บางพรรคลด ไม่มีพรรคใด “ชนะใจแบบปิดเกม”

“ภูมิใจไทย-เพื่อไทย”คะแนนพุ่ง ปชน.ลดฮวบ จับตาพลังเงียบ 14 ล้านเสียงชี้ชะตาเลือกตั้ง

ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา

สรุปภาพรวมได้ว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงที่ คนอยากใช้สิทธิ แต่ยังไม่เจอคำตอบว่า “เลือกใครแล้วชีวิตจะดีขึ้นจริง” ผมขอเสนอให้ อ่านผลพรรคการเมืองแบบ “ไม่แบ่งข้าง” จะเห็นได้ว่า

พรรคการเมืองเดิม (Old Parties) คะแนนเพิ่ม = ฐานเดิมยังเหนียว แต่ยังดึง “คนลังเล” เข้าพรรคไม่ได้มากพอ …ความท้าทายคือทำอย่างไรให้คนรู้สึกว่า นี่ไม่ใช่แค่ความคุ้นเคย แต่คือทางออกใหม่

พรรคการเมืองใหม่ (New Parties) คะแนนโลโก้/ภาพลักษณ์นำโด่งบางพรรค แปลว่า ความหวังใหม่ยังมีแรงดึง แต่ความเสี่ยงคือ ถ้ายังไม่แปลง “การจำได้” ผลคือ “เหตุผลในการเลือก” จะหายไปเร็ว

พรรคที่คะแนนลด ไม่ได้แปลว่าคนไม่เห็นด้วย แต่สะท้อนว่า กำลังถูกบีบจากทั้ง 2 ด้าน ฝั่งความมั่นคง ฝั่งความหวังใหม่

ที่น่าพิจารณาคือ ตัวแปรชี้ขาดจริง คือ “14.64 ล้านคนเป็นคนลังเล” นี่คือ หัวใจของโพลครั้งนี้ คนกลุ่มนี้ไม่ใช่ คนไม่สนใจการเมือง คนไม่ฉลาด คนไม่รู้เรื่อง แต่คนเหล่านี้คือคนที่ รู้มาก เจ็บมาเยอะ และไม่อยากเลือกผิดอีก

พวกเขากำลังถาม 3 คำถามเดียวกัน ทุกพรรค
1. เลือกคุณแล้ว ชีวิตฉันจะดีขึ้นอย่างไร
2. สิ่งที่พูด ทำได้จริงหรือแค่สวยหรู
3. ถ้าไม่เลือกคุณ ฉันจะเสียอะไร

ดังนั้น ข้อเสนอแนะ คือ
1.ถึงทุกพรรคการเมือง เลิกแข่งกันพูดเก่ง → แข่งกันทำให้ “ตัดสินใจง่าย” นโยบายต้องตอบให้จบใน 30 วินาที  1 พรรค = 1–2 เรื่องหลักที่ “วัดผลได้จริง” คนไม่ได้อยากฟังนโยบาย 100 หน้า คนอยากรู้ว่า พรุ่งนี้จะรอดไหม เดือนหน้าจะดีขึ้นหรือเปล่า

2.ถึงนักการเมืองทุกสี ลดการโจมตี เปลี่ยนมาเป็น เพิ่มการอธิบาย  โพลชี้ชัดว่า ยิ่งด่ากัน คนยิ่งหนีไปอยู่โซน “ลังเล” การเมืองที่ทำให้คนกล้าเลือก ต้องทำให้คน รู้สึกปลอดภัยทางอารมณ์

3.ถึงสื่อและผู้นำความคิด เปลี่ยนจากการรายงาน “ใครนำ”มาเป็น “ประชาชนกำลังคิดอะไร” เพราะก้อน 14.64 ล้านคน ไม่ได้ตัดสินใจจากกระแส แต่จาก ความหมายที่เชื่อมชีวิตจริง

4.ถึงประชาชน โพลนี้สะท้อนว่า เสียงของคุณยังสำคัญมาก และยังไม่มีใครได้ไปฟรีๆ การลังเลไม่ใช่ความผิด แต่การไม่ตั้งคำถามกับทุกพรรค = เสียโอกาสของประเทศ

5.ผมขอสรุปประโยคเดียว ที่ทุกฝ่ายน่าจะใช้ร่วมกันได้ “การเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ใช่การเลือกว่าใครเก่งกว่า แต่คือการเลือกว่า ใครทำให้ชีวิตคนธรรมดาดีขึ้นได้จริง”