จากกรณี นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้หารือในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง การให้ความช่วยเหลือวัดที่ประสบปัญหาค้างค่าสาธารณูปโภค เนื่องจากในช่วงเวลานั้น ปรากฏข่าวพระสงฆ์บางรูปมีพฤติการณ์เสื่อมเสียจนเกิดเป็นวิกฤติศรัทธา ทำให้ชาวพุทธทำบุญน้อยลง นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ขณะนั้น ได้ชี้แจงว่ารัฐบาลทราบปัญหา และจะให้ความช่วยเหลือด้วยงบประมาณของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ทั้งได้มีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2568 เรื่อง ช่วยเหลือวัดที่ประสบปัญหาค้างชำระค่าสาธารณูปโภค แต่กำหนดกรอบเวลาไว้ 3 เดือน จึงยังมีวัดหลายแห่งประสบปัญหาสืบเนื่องสะสมมาจนถึงปัจจุบัน ขอเสนอรัฐบาลกำหนดมาตรการให้ความช่วยเหลือโดยไม่กำหนดกรอบเวลาแต่ให้มีผลจนกว่าสถานการณ์วิกฤติจะคลี่คลายนั้น
นางอุดมพร เอกเอี่ยม ผอ.พศ. กล่าวว่า พศ. ได้ดำเนินการช่วยเหลือวัดตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2568 แล้ว ซึ่งการไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การประปานครหลวง และการประปาส่วนภูมิภาค ได้แจ้งรายละเอียดค่าบริการดังกล่าวของวัดที่ค้างชำระมีจำนวน 93 วัด รวมเป็นเงิน 830,000 บาท โดยตนได้ลงนามเห็นชอบเพื่อนำเสนอคณะกรรมการกองทุนวัดช่วยวัด เพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือแล้ว
ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับมติ ครม. วันที่ 4 พ.ย. 2568 ได้อนุมัติหลักการบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่วัดที่ประสบปัญหามีหนี้ค้างชำระค่าสาธารณูปโภค ดังนี้ 1. ขอความร่วมมือให้การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การประปานครหลวง และการประปาส่วนภูมิภาค บรรเทาความเดือดร้อนให้แก่วัดที่มีหนี้ค้างชำระ โดยงดการระงับการให้บริการไว้ก่อน 2. ขอความร่วมมือให้การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การประปานครหลวง และการประปาส่วนภูมิภาค แจ้งรายละเอียดค่าบริการดังกล่าวของวัดที่ค้างชำระ ไปยัง พศ. เพื่อให้ พศ. รวบรวมและเสนอคณะกรรมการกองทุน “วัดช่วยวัด” หรือขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนต่อไป 3. มอบหมายให้ พศ. ดำเนินการรณรงค์ให้วัดจัดทำมาตรการประหยัดพลังงานภายในวัด เพื่อควบคุมการใช้พลังงานภายในวัดให้เหมาะสม รวมทั้งให้วัดจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายของวัดให้ชัดเจน เป็นระบบ เพื่อให้วัดสามารถวางแผนการใช้จ่ายเงินและการบริหารจัดการได้โดยไม่เกิดภาระหนี้ในอนาคต โดยมาตรการดังกล่าวเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในระยะสั้น ในระยะยาวควรพัฒนาแนวทางเชิงระบบโดยวางระบบบริหารจัดการเงินของวัดให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้วัดรู้สถานะการเงินของตนเองและสามารถบริหารจัดการรายรับ-รายจ่ายได้โดยไม่เกิดภาระหนี้สิน รวมทั้งเสริมบทบาทคณะกรรมการวัดและชุมชนให้เกิดการมีส่วนร่วมและรับผิดชอบร่วมกันด้วย



