ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อดีตหัวหน้าโครงการวิจัยปกป้องผลประโยชน์ชาติตามแนวชายแดน ปี 2554 อดีตผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก กรมกิจการพลเรือนทหารบก (พ.ศ. 2557) ศิษย์เก่าด้านยุทธศาสตร์ หลักสูตรเรียนร่วมคณะนายทหารหัวหน้าฝ่ายเสนาธิการทหารร่วม (Joint Chiefs of Staff, JCS) เพนตากอน กระทรวงกลาโหม สหรัฐอเมริกา มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี ศิษย์เก่าด้านวิทยาการข้อมูล (Data Science & Methodology) มหาวิทยาลัย มิชิแกน สหรัฐอเมริกา เขียนบทความเรื่อง อย่าให้ข่าวลือ SAM จาก เบลารุส ทำลายความมั่นคงไทย “ห้วงเวลานี้ ไทย ต้องการสติและปัญญา มากกว่า ความกลัว” ผ่านทางเฟซบุ๊ก มิสเตอร์ จิม เนื้อหาระบุว่า
ในห้วงเวลาที่สถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชากำลังอยู่ในช่วงเปราะบางแม้เป็นห้วงเวลาของการหยุดยิง เพราะสังคมไทยไม่ได้เผชิญเพียงแรงกดดันจากสถานการณ์ภายนอกประเทศแต่กำลังเผชิญ “แรงสั่นสะเทือนจากภายใน” ผ่านข่าวลือด้านความมั่นคง โดยเฉพาะข่าวเกี่ยวกับการนำระบบจรวดต่อสู้อากาศยาน หรือ “SAM จากเบลารุส” ซึ่งถูกนำเสนอด้วยน้ำเสียงเร่งเร้า ชวนหวาดกลัว และในบางช่วง ถูกผูกโยงไปถึงการเรียกร้อง “ความรับผิดชอบ” ของบุคคลสำคัญในรัฐบาลไทย
ปรากฏการณ์เช่นนี้ ไม่ใช่เพียงเรื่องเทคโนโลยีทางทหาร แต่เป็นเรื่อง การเมือง ความมั่นคง และจิตวิทยาสาธารณะ ที่ต้องอ่านให้ขาด

ผมขอเริ่มจากจุดพื้นฐานที่สุดก่อน คือการทำความเข้าใจว่า SAM คืออะไร และมัน “ง่าย” อย่างที่ข่าวลือพยายามทำให้เชื่อจริงหรือไม่ ในโลกความเป็นจริง ระบบ SAM ไม่ใช่อาวุธที่ขนส่งมาถึงแล้วใช้งานได้ทันที มันไม่ใช่ปืน ไม่ใช่จรวดประทับบ่า และไม่ใช่อาวุธเดี่ยว แต่คือ “ระบบ” ที่ต้องประกอบด้วยเรดาร์ การควบคุมบังคับบัญชา การเชื่อมโยงข้อมูล การฝึกกำลังพล และการบูรณาการกับภาพการรบโดยรวม
ประเทศใดก็ตามที่เคยใช้งานระบบป้องกันภัยทางอากาศจริง ย่อมรู้ดีว่าการทำให้ระบบเหล่านี้ “พร้อมรบจริง” ต้องใช้เวลาเป็นเดือนหรือเป็นปี ไม่ใช่วันหรือสองวันตามจังหวะข่าว เมื่อมองเช่นนี้แล้ว คำกล่าวอ้างในข่าวลือที่ทำให้สังคมรู้สึกว่า“เพียงแค่มี SAM เข้ามา เกมจะเปลี่ยนทันที” จึงเป็นการ ลดทอนความซับซ้อนของสงครามสมัยใหม่ลงอย่างบิดเบือน
จากนั้น เราจำเป็นต้องเข้าใจประเทศที่ถูกกล่าวถึงอย่างถูกต้องด้วย เบลารุส ไม่ใช่มหาอำนาจทางทหารระดับโลก แต่เป็นประเทศอุตสาหกรรมในยุโรปตะวันออก ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเครื่องจักรหนัก เรดาร์ และการซ่อมบำรุงระบบยุคโซเวียต บทบาทของเบลารุสในระบบความมั่นคงโลก คือ “ผู้สนับสนุนทางเทคนิค” มากกว่า “ผู้สร้างอาวุธเปลี่ยนเกม”
ชื่อของเบลารุสจึงมักถูกนำมาใช้ในข่าว ไม่ใช่เพราะความสามารถทางทหารโดยตรง แต่เพราะพลังเชิงสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับรัสเซีย และเพราะชื่อดังกล่าวสามารถกระตุ้นความกลัวได้ง่ายในสังคมที่ไม่คุ้นเคยกับบริบทจริง
เมื่อเราเข้าใจทั้ง SAM และเบลารุสแล้ว คำถามสำคัญถัดมาคือ เหตุใดข่าวลือเหล่านี้จึงถูกเชื่อมโยงไปถึงการเมืองภายในไทย จุดที่ควรสังเกตอย่างยิ่งคือในเนื้อหาข่าวลือบางส่วน ไม่ได้หยุดอยู่แค่การอธิบายภัยคุกคามภายนอก แต่เริ่ม “ชี้นำความรับผิดชอบ” ไปยังบุคคลสำคัญในรัฐบาล ตั้งคำถามเชิงกล่าวโทษ และสร้างแรงกดดันทางการเมืองในช่วงเวลาที่รัฐกำลังบริหารสถานการณ์หยุดยิง
นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญในเชิงยุทธศาสตร์ในสงครามยุคใหม่ การทำให้สังคมของอีกฝ่ายหวาดกลัวอย่างเดียวไม่พอใจ แต่ต้องทำให้สังคมนั้น เริ่มไม่ไว้ใจผู้นำของตนเอง ไม่ไว้ใจผู้นำทางทหารของไทย เริ่มสงสัยการตัดสินใจของรัฐและกองทัพ และเริ่มแตกความเป็นหนึ่งเดียวระหว่าง “ความมั่นคง” กับ “การเมือง” เมื่อความกลัวผสมกับความโกรธ และความโกรธถูกชี้เป้าไปที่ผู้นำ ประเทศนั้นจะถูกบีบให้ตัดสินใจภายใต้แรงกดดันจากภายในซึ่งเป็นสถานการณ์ที่อันตรายยิ่งกว่าภัยคุกคามจากภายนอกเสียอีก
ผมจึงขอย้ำอย่างหนักแน่นว่า ข่าวลือเรื่อง SAM ไม่ได้เป็นเพียงข่าวด้านการทหาร แต่มีนัยของสงครามข้อมูล และมีผลโดยตรงต่อเสถียรภาพทางการเมืองและความมั่นคงภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม การตระหนักถึงกลไกนี้ ไม่ควรถูกแปลความผิดว่าเป็นการเพิกเฉยต่อภัย ตรงกันข้าม—มันคือการรับมือภัยอย่างมีวุฒิภาวะ
การไม่ตื่นตระหนก คือการเปิดพื้นที่ให้กองทัพทำงานอย่างเงียบและรอบคอบ ให้รัฐบาลตัดสินใจบนข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบ และให้สังคมไทยไม่ถูกลากเข้าสู่เกมที่ออกแบบมาให้เรา “รีบพลาด” ประวัติศาสตร์ทางทหารสอนเราชัดเจนว่า ช่วงใกล้หยุดยิงคือช่วงที่สงครามข้อมูลรุนแรงที่สุด ฝ่ายที่สามารถทำให้สังคมของอีกฝ่ายหวั่นไหว ย่อมได้เปรียบโดยไม่ต้องใช้กำลัง ประเทศไทยจะไม่แพ้ในสนามนี้ หากประชาชนมีสติ ผู้นำมีพื้นที่ในการตัดสินใจ และกองทัพได้รับความเชื่อมั่นในการทำหน้าที่ของตน
ผมเขียนบทความนี้ ไม่ใช่เพื่อปฏิเสธความเสี่ยง แต่เพื่อย้ำว่า ภัยที่อันตรายที่สุดในเวลานี้ ไม่ใช่ SAM จากประเทศใด แต่คือการปล่อยให้ข่าวลือ กลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองและความมั่นคงภายในของเราเอง …ประเทศไทยจะยืนหยัดได้ ไม่ใช่เพราะเราไม่รู้จักความกลัว แต่เพราะเราเข้าใจมัน และไม่ยอมให้ความกลัว นำทางอนาคตของชาติ



