เมื่อวันที่ 30 ธ.ค.ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช แพทย์เวชปฏิบัติทางประสาทวิทยาที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษด้านสมองและความผิดปกติทางประสาทวิทยา ได้โพสต์ข้อความระบุว่า

นอนกรนเสี่ยงโรคซึมเศร้า กว่าคนปกติ 40% ฟัง ๆ ดูแปลกใช่ไหมครับ นอนกรน มันจะเสี่ยงซึมเศร้ายังไง คือ ต้องนอนกรนแล้ว คือต้องเป็น การมีการขาด oxygen จากลมทางเดินหายใจส่วนบนถูกอุดกั้น หรือ OSA

งานวิจัยใหญ่จากประเทศแคนาดาที่เพิ่งตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Network Open เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2025 มีข้อมูลว่า ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea: OSA)

ไม่ใช่แค่เรื่องของ “ง่วงกลางวัน” หรือ “นอนกรนเสียงดัง” แต่ทำให้มีปัญหา ด้านจิตเวช Dr. Kendzerska ได้วิเคราะห์ข้อมูลจาก Canadian Longitudinal Study on Aging

ซึ่งเก็บข้อมูลจากผู้สูงอายุและวัยกลางคนกว่า 27,000 คน ตลอดช่วงเวลา 2.9 ปี โดยประเมิน “ความเสี่ยง OSA” จากแบบสอบถามมาตรฐานที่ชื่อว่า STOP

(ดูว่ามีอาการกรน, ง่วงผิดปกติ, หยุดหายใจตอนนอน, หรือมีความดันสูงหรือไม่) ผมคือ ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อ OSA มีโอกาสเป็น โรคซึมเศร้า วิตกกังวล PTSD

และภาวะทางจิตเวชอื่นๆ สูงกว่าคนทั่วไปถึง 40% และที่สำคัญคือ ความเสี่ยงนี้ไม่ได้เกิด “แค่ตอนเริ่มต้น” แต่ยังคงอยู่ตลอดระยะติดตามเกือบ 3 ปี แม้จะยังไม่เคยมีปัญหาทางจิตมาก่อนก็ตาม!

กลไกที่เกี่ยวคืออะไร

เมื่อเรามี OSA สมองจะถูกกระตุ้นจาก ภาวะขาดออกซิเจน (intermittent hypoxia) และ การหลับที่ถูกรบกวนซ้ำๆ (sleep fragmentation)

ซึ่งไปทำให้ระบบสำคัญในร่างกายเสียศูนย์ เช่น… ระบบฮอร์โมน (neuroendocrine) กลไกการอักเสบ (inflammatory pathways) นาฬิกาชีวิต (circadian rhythm)

แล้ว สมองเนี่ยเมื่อทำงานไม่ปกติ ความคิด ความจำ อารมณ์ มันก็คงไม่ปกติเช่นกัน

การสังเกตที่ดี

1. สังเกตว่านอนกรนไหม หาก ใช่ มีนอนหยุดหายใจไหม แบบ คร้อก ๆ

2. กลางวัน มีอาการง่วงนอน เหมือนนอนไม่อิ่มไหม

3. มีอารมณ์หงุดหงิดไหม หดหู่ไหม คิดไม่ค่อยออกไหม

หากมี อาจเป็น OSA นอนกรนหยุดหายใจขณะหลับนะครับ

– อจ สุรัตน์