นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ โฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงการเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ว่า กระทรวงการคลังจะเดินหน้าใช้เกณฑ์คัดกรองผู้มีสิทธิถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามมติ ครม. ซึ่งเกณฑ์ที่ประกาศออกมาจะค้นหาผู้ที่ยากจนอย่างแท้จริง เพื่อให้การใช้งบประมาณจากภาษีประชาชนและเงินกู้ในช่วงภาวะวิกฤติเกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งนี้ เกณฑ์การคัดกรองได้ปรับเปลี่ยนจากเกณฑ์ครอบครัวมาเป็นเกณฑ์รายบุคคล

“เราต้องถามหาว่าใครคือคนจนและลำบากที่สุดก่อน ในภาวะที่พื้นที่ทางการคลังมีจำกัดและเราอยู่ในวิกฤติที่ต้องกู้เงินมาดูแลสวัสดิการ รัฐจึงต้องลำดับความสำคัญให้กลุ่มที่ไม่มีใครดูแลเลยเป็นกลุ่มแรก”

สำหรับประเด็นที่เป็นข้อสงสัยเรื่องการนำบุพการีไปหักลดหย่อนภาษี ทำให้เสียสิทธิการถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้น เกณฑ์นี้ถูกนำมาพิจารณาภายใต้ หลักการอุปการะเนื่องจากผู้ที่มีชื่อถูกบุตรนำไปลดหย่อนภาษี รายละ 30,000 บาทต่อปี แสดงให้เห็นว่าบุตรมีรายได้ถึงเกณฑ์และทำหน้าที่ดูแลบุพการีอยู่ ซึ่งกระทรวงการคลังจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับกลุ่มคนจนที่ไม่มีใครดูแลเลย เป็นอันดับแรกก่อน อย่างไรก็ตาม หากเกิดกรณีที่บุตรนำชื่อไปใช้โดยที่ไม่ได้ดูแลจริง หรือพ่อแม่ไม่ทราบเรื่อง กระทรวงฯ ยินดีรับฟังข้อมูลและสามารถอุทธรณ์ได้เพื่อนำมาพิจารณาเป็นรายกรณี

“เรายืนยันว่า เราไม่ทิ้งคนที่ลำบากที่สุด ถ้ามีลูกดูแลก็ไม่ใช่คนที่ลำบากที่สุด แต่ถ้า พ่อแม่ไม่ได้รับการดูแลจริงแล้วลูกนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษี พ่อแม่ก็มาอุทธรณ์ขอสิทธิคืนได้ ส่วนลูกก็จะไม่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนจากพ่อแม่ได้อีก”

นายวินิจ กล่าวด้วยว่า การคัดกรองนี้ไม่ใช่เพื่อตัดสิทธิเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการความถูกต้องที่สุด หากผู้ใดถูกตัดสิทธิด้วยเหตุผลต่าง ๆ เช่น มีบัญชีหุ้นแต่ไม่เคยใช้งาน มีชื่อเป็นกรรมการบริษัทแต่ไม่มีรายได้ หรือกรณีลูกหลานนำชื่อไปลดหย่อนภาษีโดยไม่ได้ดูแลสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ หลังจากมีการประกาศผลในวันที่ 17 ก.ค. นี้ ซึ่งกระทรวงฯ จะนำข้อมูลมาตรวจสอบอีกครั้งว่ามีความเดือดร้อนจริงหรือไม่ และจะไม่ทอดทิ้งผู้ที่ยากจนจริงๆ

ทั้งนี้ สาเหตุที่ต้องเพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรอง เนื่องจากในอดีตพบข้อมูลการใช้สิทธิที่ผิดสังเกต เช่น ผู้ถือบัตรบางรายใช้เงิน 300 บาท ซื้อยาดมชนิดเดียวซ้ำ ๆ ทุกเดือนเพื่อนำไปขายต่อ หรือผู้ที่รับสิทธิขับขี่รถจักรยานยนต์ราคาแพงหลักแสนบาท กระทรวงฯ จึงต้องใช้เทคโนโลยีและฐานข้อมูลที่ทันสมัยขึ้น เพื่อแยกคนยากจนออกจากคนอยากมีรายได้น้อยให้ชัดเจน