หลังจากซบเซามาหลายปี ตลาดตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืนของไทยเริ่มกลับมาขยับตัวอีกครั้งในปี 2025 ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แน่นอน และแรงกดดันด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การฟื้นตัวครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลจากการขยับบทบาทของภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ที่เข้ามาหนุนตลาดอย่างจริงจัง ขณะเดียวกัน ผู้ออกตราสารก็เริ่มมองหาเครื่องมือทางการเงินรูปแบบใหม่ที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ความยั่งยืนมากขึ้น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเปิดเผยว่า ณ วันที่ 22 ธันวาคม 2025 มูลค่าการออก ESG Bond ใหม่ในประเทศไทยอยู่ที่ 186,404 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% จากปีก่อน ถือเป็นสัญญาณฟื้นตัวครั้งแรกหลังตลาดชะลอตัวต่อเนื่อง โดยแรงขับเคลื่อนหลักยังมาจากภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ขณะที่ภาคเอกชนแม้จะยังชะลอการออกตราสารบางประเภท แต่ก็เริ่มปรับแนวทางการระดมทุนให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนไป

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดกลับมาคึกคัก คือการที่ภาครัฐปรับกลยุทธ์การออกตราสาร โดยกระทรวงการคลังเพิ่มการออก Sustainability-linked Bond และ Sustainability Bond อย่างต่อเนื่อง รวมมูลค่ากว่า 142,434 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบ 25% จากปีก่อน โดยเฉพาะการขยายการออกพันธบัตร Sustainability-linked Bond รุ่น SLB406A ถึง 7 ครั้ง คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 111,434 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่า 270% จากปีก่อนหน้า และใช้เพื่อปรับโครงสร้างหนี้จากมาตรการเยียวยาในช่วงโควิด-19

ในฝั่งรัฐวิสาหกิจ สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐเพิ่มการออก Sustainability Bond จาก 11,000 ล้านบาท เป็น 20,000 ล้านบาท เพื่อนำเงินไปรีไฟแนนซ์สินเชื่อโครงการที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนและการพัฒนาสังคม ขณะที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยออก Sustainability-linked Bond มูลค่า 2,000 ล้านบาท เพื่อใช้ลงทุนในโครงการขยายและปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้า ซึ่งสะท้อนบทบาทของภาครัฐในฐานะแรงหลักที่ช่วยพยุงตลาดทุนสีเขียวในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้

ในทางกลับกัน การออก ESG Bond ของภาคเอกชนในปี 2025 ยังอยู่ในภาวะชะลอตัว โดยมีมูลค่าออกใหม่ 43,970 ล้านบาท ลดลงเกือบ 30% จากปีก่อน สาเหตุหลักมาจากการลดลงของ Sustainability Bond และ Social Bond ขณะที่โครงการ ESG ใหม่ที่พร้อมลงทุนมีค่อนข้างจำกัด เนื่องจากภาคเอกชนจำนวนมากได้ลงทุนไปแล้วในช่วงหลายปีก่อนหน้า

แม้ภาพรวมจะชะลอ แต่ภาคเอกชนเริ่มขยับไปใช้เครื่องมือใหม่มากขึ้น โดยเฉพาะ Sustainability-linked Bond และ Blue Bond ซึ่งได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในปี 2025 ภาคเอกชนออก Sustainability-linked Bond รวม 28,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 87% จากปีก่อน เงินทุนส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้ชำระคืนหนี้และเป็นเงินทุนหมุนเวียน สะท้อนการใช้ตราสารรูปแบบนี้เพื่อบริหารโครงสร้างทางการเงินควบคู่กับเป้าหมายด้านความยั่งยืน

ขณะเดียวกัน Blue Bond ซึ่งเป็นตราสารหนี้ที่ระดมทุนเพื่อโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลและแหล่งน้ำ เริ่มมีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจพลังงานและอาหาร ปี 2025 มีการออก Blue Bond ใหม่มูลค่ากว่า 4,120 ล้านบาท เพื่อนำไปลงทุนในโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเสริมความยั่งยืนของกิจการ แม้ตลาด Blue Bond ในไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น มีผู้ออกไม่มากและสภาพคล่องยังจำกัด แต่ก็สะท้อนทิศทางใหม่ของตลาดทุนที่ให้ความสำคัญกับประเด็นสิ่งแวดล้อมเชิงลึกมากขึ้น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า เหตุผลที่ Sustainability-linked Bond ได้รับความนิยม คือความยืดหยุ่นด้านกฎเกณฑ์ ผู้ออกตราสารสามารถกำหนดตัวชี้วัดด้านความยั่งยืน หรือ KPI ได้เอง ให้สอดคล้องกับบริบทและกลยุทธ์ขององค์กร ส่วน Blue Bond แม้ยังมีข้อจำกัดด้านข้อมูลและขนาดตลาด แต่มีโอกาสเติบโตได้อีกมาก หากมีการพัฒนาโครงการและโครงสร้างตลาดรองรับอย่างเหมาะสม

โดยภาพรวม ตลาด ESG Bond ไทยในปี 2025 จึงไม่ได้สะท้อนแค่ตัวเลขที่เพิ่มขึ้น แต่ยังชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของตลาดทุน ที่ภาครัฐเข้ามามีบทบาทนำมากขึ้น ขณะที่ผู้ออกตราสารเริ่มเลือกใช้เครื่องมือที่ตอบโจทย์ทั้งการเงินและความยั่งยืน เพื่อรองรับความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศในระยะยาว