เมื่อเวลา 07.05 น. วันที่ 1 ม.ค. ที่ตลาดยิ่งเจริญ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีกระแสความนิยมของพรรคเพื่อไทย หลังหาเสียงเลือกตั้ง 5 วัน โดยโพลบุคคลที่สุดแห่งปีของพรรคเพื่อไทยยังอยู่อันดับท้าย ว่า ไม่ใช่ปัญหา เพราะจากการลงพื้นที่ประชาชนตอบรับนโยบาย และมีการพูดคุยกับประชาชน ทำให้พรรคเพื่อไทยมีเวลาเสนอนโยบายใหม่ และทำให้พรรคมีความมั่นใจขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันผู้สมัครก็ลงพื้นที่อย่างแข็งขัน ซึ่งกระแสโพลพร้อมรับไปพิจารณาปรับปรุง แต่มีหลายโพลที่เป็นกำลังใจ โดยย้ำว่า จะทำให้ประเทศไทยเดินไปข้างหน้า
นายยศชนัน ยังกล่าวถึงนโยบายด้านความมั่นคง ว่า ต้องทำทั้งระบบ โดยหลายอย่างที่พรรคพยายามทำให้เป็นรัฐบาลดิจิทัลทั้งระบบ ไม่เพียงเรื่องเส้นทางการเงิน แต่ต้องเชื่อมโยงให้เห็นถึงความผิดปกติ ส่วนเรื่องการทูตการต่างประเทศ จำเป็นต้องเชื่อมโยงกับประเทศต่างๆ ด้านการทูต กับหน่วยงานต่างประเทศในต่างประเทศที่มีข้อมูลทำให้ป้องกันข้อมูลภายในประเทศได้ และมองเห็นได้ว่าใครเป็นภัยคุกคามจากข้างนอก
“ซึ่งการปราบสแกมเมอร์จะเชื่อมโยงการปราบปรามยาเสพติด ปราบคอร์รัปชัน สิ่งที่สำคัญคือต้องมีข้อมูลที่เหมาะสมจากทุกหน่วยงานทำงานบูรณาการร่วมกัน” นายยศชนัน กล่าว
เมื่อถามว่า นโยบายเรื่องความมั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชา นายยศชนัน กล่าวว่า ในระยะสั้นต้องดูแลประชาชนให้กลับมาใช้ชีวิตได้ และให้กำลังใจทหารที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ หากพรรคเพื่อไทยมีโอกาสเป็นรัฐบาล เราให้ความสำคัญกับอธิปไตยมาเป็นอันดับแรก สนับสนุนให้มีกำลังพลที่เข้มแข็ง ส่วนบริเวณชายแดนต้องดูแลด้วยการทูตและการทหารควบคู่กัน ทั้งต้องสื่อสารให้ประชาคมโลกรับทราบว่าสิ่งที่ประเทศไทยได้ดำเนินการนั้นเป็นสิ่งถูกต้อง ตามกฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter) รวมถึงสันติภาพและสิทธิมนุษยชน
นายยศชนัน กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องของการลดกำลังพล เรื่องนี้ต้องมีการประเมินเรื่องภัยคุกคาม การจัดสรรงบประมาณและกำลังพลให้สอดคล้องกับภัยคุกคาม เพราะมีภัยคุกคามทั้งรูปแบบดิจิทัลและไซเบอร์ ซึ่งจะมีการเสริมเรื่องโดรน และการแพทย์ทหาร โดยไม่จำเป็นต้องลดงบด้านความมั่นคง แต่จะให้ความมั่นคงเป็นแกนนำในงานวิจัยเชิงการทหาร ซึ่งโครงการหลายอย่างเกิดขึ้นจากงานวิจัยด้านความมั่นคง ต่อเนื่องเป็นงานวิจัยด้านเศรษฐกิจ ส่วนการเกณฑ์ทหาร ต้องทำให้ถูกสัดส่วน ซึ่งในภาวะที่ประเทศไทยถูกคุกคาม กองกำลังมีความจำเป็นต้องช่วยประเทศ และต้องมีการประเมินร่วมกับผู้นำเหล่าทัพ



