เมื่อวันที่ 3 ม.ค. เวลา 16.00 น. ที่มัสยิดอั้ลยุซรอ (หลอแหล) เขตสะพานสูง นางการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ดูแลพื้นที่กรุงเทพฯ ร่วมกันลงพื้นที่ช่วย น.ส.กานต์ วนาดรวรวิศาล ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 19 (มีนบุรี-สะพานสูง) หมายเลข 11 ขอคะแนนเสียงจากประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่นและได้รับการต้อนรับอย่างดี มีแม่ค้าได้กล่าวทักทายกับนางการดีและนายสกลธี ว่า บ้านเราไม่มีเทาอยู่แล้ว ขณะที่แม่ค้าบางคนที่เป็นแฟนคลับพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวให้กำลังใจ ว่า “กทม.ฟ้าต้องฟื้น” ทำให้นายสกลธียกมือไหว้ พร้อมกับอุทานว่า “โอ้ ฟ้าต้องฟื้น ขอบคุณมากๆครับ” แล้วหันมาบอกนางการดี ก่อนกล่าวย้ำว่า “ฟ้าจะฟื้นได้ก็ต้องมือพวกเราดีแหละ”

ทั้งนี้ นายสกลธี กล่าวถึงบรรยากาศการลงพื้นที่ดังกล่าว ว่า ประชาชนตอบรับดีมาก หลายคนบอกว่าเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนคนที่ไม่ได้เป็นสมาชิก ก็บอกว่าจะกลับมาช่วยหัวหน้าอีกครั้ง ซึ่งทำให้พวกเรารู้สึกชื่นใจ
เมื่อถามว่าประชาชนให้กำลังใจโดยระบุว่า”กทม.ฟ้าต้องฟื้น” ทำให้นายสกลธี กล่าวว่า สโลแกนของเรา “ฟ้าไม่เทา ฟ้าใหม่” ซึ่งวันนี้หลายคนบอกว่า วันนี้ฟ้าต้องฟื้นแล้ว ถือเป็นกำลังใจที่ดีให้กับทั้งตนและผู้สมัคร

ผู้สื่อข่าวถามว่าหลายคนวิเคราะห์กันว่าพรรคประชาธิปัตย์ ที่นำโดยนายสกลธี และพรรคภูมิใจไทยที่นำโดยนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ซึ่งมาจากฐานเสียงเดียวกัน จะเป็นการตัดคะแนนกันเองหรือไม่ นายสกลธี กล่าวว่า ต้องให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน เดิมอาจอยู่พรรคเดียวกันมาก่อน และเคยดำเนินกิจกรรมทางการเมืองเดียวกัน แต่วันนี้จุดยืนแตกต่างกัน ตนเลือกที่จะกลับบ้านมาช่วยทางนี้ แต่เชื่อว่าหลังจากนี้ประชาชนจะดูชุดนโยบายของทุกพรรค ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ย้ำจุดขายเสมอว่าคนทำเป็น ตนจึงเชื่อว่านโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ไม่แพ้พรรคไหน และนโยบายของ กทม.ที่มุ่งเน้น คือแก้จน โดยมองไปที่ปัญหาเรื่องขยะ การจราจร และอากาศ ถือเป็นเรื่องสำคัญ
เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ เพราะสนามเลือกตั้งใน กทม.มีการแข่งขันกันค่อนข้างสูง นายสกลธี กล่าวว่า ก่อนหน้านี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เคยบอกไว้แล้วว่ากรุงเทพฯเป็นพื้นที่ปราบเซียน ไม่มีใครเป็นเจ้าของคะแนนเสียงของคนกรุงเทพฯได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ก็ขายเรื่องการเมืองสุจริต เป็นจุดเริ่มต้นของนโยบาย และเราพยายามจะเสนอนโยบายทุกอย่างให้เป็นไปตามจริงทั้งหมด เพื่อไม่เป็นภาระงบประมาณและทำให้ยั่งยืน แม้ไม่หวือหวา เป็นตัวเลขที่ต่ำมาก แต่เรายืนยันว่าเป็นนโยบายที่ทำได้จริงและยั่งยืน

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีการมองว่าอาจเป็นการแข่งขันกันระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ กับพรรคประชาชน นายสกลธี กล่าวว่า เราแข่งกับทุกพรรค แต่ด้วยประสบการณ์ที่ทำการเมืองกรุงเทพฯ มาเกือบ 20 ปี พื้นฐานคะแนนของพรรคประชาชนมาจากอดีตคนที่เคยรักพรรคประชาธิปัตย์ เพราะฉะนั้นในวันที่นายอภิสิทธิ์กลับมา และเรามีทีมบริหารชุดใหม่ อย่างน้อยจะทำให้คนที่เคยเลือกพรรคประชาธิปัตย์แล้วไปเลือกพรรคประชาชน 2 ครั้งที่ผ่านมา จะต้องหันกลับมามอง แต่ขึ้นอยู่กับช่วงโค้งสุดท้ายในอีก 30 กว่าวันข้างหน้า ว่าจะทำให้ประชาชนมั่นใจและหันกลับมาเลือกเราได้อย่างไร
เมื่อถามยืนยันหรือไม่ว่าฟ้าจะต้องฟื้นในพื้นที่ของกรุงเทพฯ นายสกลธี กล่าวว่า จากผลโพลที่ผ่านมา ส่วนตัวมั่นใจว่าดีขึ้น จากการลงพื้นที่และรับฟังเสียงตอบรับดีขึ้นหลายเท่า ต่อข้อถามถึงการตั้งเป้าจำนวน สส.ในพื้นที่กรุงเทพฯ นายสกลธี กล่าวว่า จากการประเมินผลโพล เราคาดการณ์ว่าน่าจะอยู่ที่ 10 คน บวกลบ แต่ขึ้นอยู่ว่าอีก 30 กว่าวันนี้ เสียงของประชาชนจะเป็นเช่นไร เพราะคนกรุงเทพฯ จะตัดสินกันอยู่ในช่วงโค้งสุดท้าย
เมื่อถามถึงกรณีที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตสส.พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่าพ่อค้างูเห่าให้ค่ายกมือ 20 ล้านบาท หากชนะเลือกตั้ง ให้เลือก “อ.” เป็นนายกรัฐมนตรี นายสกลธี กล่าวว่า หากปล่อยให้การเมืองแบบนั้นยังอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 10 ปีหลังที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตนมองว่าประเทศไปต่อไม่ได้แน่ๆ จะเป็นวงจรอุบาทว์ซ้ำไปซ้ำมา พอได้อำนาจรัฐ ได้ทุนจากไหนก็ไม่รู้ ซื้อสส. ให้โหวต มันก็จะกลับวนไปวนมา เอาเงินนอกระบบเข้ามา การเมืองไม่มีทางดีแน่นอน
จากนั้น คณะพรรคประชาธิปัตย์ได้เดินทางไปลงพื้นที่ตลาดคุ้มเกล้า เขตลาดกระบัง เพื่อช่วยหาเสียงให้กับนายเชิดพันธุ์ เตี่ยไพบูลย์ ผู้สมัคร สส.กทม. เขตเลือกตั้งที่ 18 เขตหนองจอก (เฉพาะแขวงโคกแฝด แขวงลำผักชี และ แขวงลำต้อยติ่ง), เขตลาดกระบัง (เฉพาะแขวงลำปลาทิว), เขตมีนบุรี (เฉพาะแขวงแสนแสบ) หมายเลข 7




