ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่เริ่มคึกคัก ก่อนการเลือกตั้งปี 2569 คำถามของประชาชนไม่ได้มีเพียงเรื่องปากท้องหรือเศรษฐกิจระยะสั้น ทว่ายังรวมถึงทิศทางของประเทศในโลกที่กำลังเผชิญวิกฤตสภาพภูมิอากาศอย่างเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นคำถามที่ว่า “รัฐบาลชุดต่อไปจะรับมือกับโลกร้อนอย่างไร และให้ความสำคัญกับปัญหานี้มากน้อยเพียงใด” จึงเริ่มถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงมากขึ้น
ในบริบทดังกล่าว ‘ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์’ ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศทางทะเล และนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม ได้เผยแพร่มุมมองผ่านคำถามชวนคิดว่า “กลัวโลกร้อน เลือกพรรคไหนดี?” ใน Carbon Markets Club ซึ่ง ‘ผศ.ดร.ธรณ์’ ย้ำชัด ไม่ได้มีเป้าหมายชี้นำให้เลือกพรรคใด หากเป็นการชวนพิจารณาว่า พรรคการเมืองที่ให้ความสำคัญกับปัญหาโลกร้อนอย่างจริงจัง ควรมีลักษณะอย่างไร เพื่อใช้เป็นกรอบประกอบการตัดสินใจของประชาชนในช่วงเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง
โลกกำลังร้อนเร็วกว่ากรอบเวลาที่นานาชาติกำหนด
สถานการณ์ในปี 2568 ชี้ชัดว่าโลกร้อนไม่ใช่เรื่องไกลตัว นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่าอุณหภูมิเฉลี่ยโลกในปีที่ผ่านมา สูงกว่าค่าเฉลี่ยปีฐานราว 1.48 องศาเซลเซียส และเป็นปีที่ร้อนเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ ขณะที่อุณหภูมิเฉลี่ยโลกตลอด 4 ปีหลังสุด แตะหรือเกิน 1.5 องศาเซลเซียสอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ข้อตกลงปารีสตั้งเป้าไว้ไม่ให้เกินระดับนี้จนถึงปี 2100 นั่นหมายความโลกร้อนทวีความรุนแรงขึ้นเร็วกว่ากรอบเวลาที่ตกลงกันไว้หลายสิบปี
ภัยพิบัติไม่ใช่ข้อยกเว้น แต่กลายเป็น ‘New Normal’
ผลกระทบของโลกร้อนปรากฏในรูปของสภาพอากาศสุดขั้วทั่วโลก ตั้งแต่พายุหิมะสลับอากาศร้อนผิดฤดูในญี่ปุ่น ความหนาวจัดในแคนาดา ไปจนถึงคลื่นความร้อนรุนแรงในออสเตรเลีย สะท้อนว่าโลกกำลังเปลี่ยนไปในลักษณะที่ถาวร ขณะที่มนุษย์ยังไม่พร้อมรับมืออย่างแท้จริง
ไม่ใช่แค่สิ่งแวดล้อม แต่โลกร้อนยังพ่วงด้วยเศรษฐกิจและสังคม
โลกร้อนเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจและสังคมโดยตรง ตั้งแต่การส่งออกและการท่องเที่ยวในโลกคาร์บอนต่ำ ไปจนถึงการอพยพย้ายถิ่นของผู้คนที่ไม่สามารถทำมาหากินในพื้นที่เดิมได้อีกต่อไป ความหวังของประชาชนจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะอยู่ที่รัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้ง ว่าจะพาประเทศรับมือกับโลกที่ร้อนขึ้นอย่างไร
ทำไมโลกร้อนถึงยังเป็นนโยบายรอง
แม้โลกร้อนจะเกี่ยวพันกับทุกมิติ แต่การสื่อสารในทางการเมืองกลับทำได้ยาก นโยบายที่เห็นชัดจึงมักเป็นเพียงบางส่วน เช่น การป้องกันภัยพิบัติหรือเศรษฐกิจโลว์คาร์บอน ขณะที่นโยบายหลักยังเน้นการเพิ่มรายได้หรือลดค่าใช้จ่าย ทั้งที่ในความเป็นจริง โลกร้อนเกี่ยวข้องกับ ‘เงิน’ ทั้งในวันนี้ อนาคต และโอกาสของคนรุ่นถัดไป
คัดพรรคอย่างไร สำหรับคนกลัวโลกร้อน
แนวคิดหนึ่งคือเริ่มจากการตัดออก พรรคการเมืองใดที่ไม่กล่าวถึงโลกร้อนหรือประเด็นเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องเลย แต่เน้นเพียงการแจกเงินหรือการลดค่าใช้จ่าย พรรคในลักษณะนี้ยากจะเป็นคำตอบของคนที่กังวลกับอนาคตโลก
มองลึกด้วยกรอบ ‘ลด รับ และปรับตัว’
พรรคที่ยังเหลืออยู่ควรถูกพิจารณาผ่าน 3 กรอบหลัก คือ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม การรับมือผลกระทบและภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ และการปรับตัวเพื่อสร้างเศรษฐกิจและสังคมที่อยู่ได้ในโลกโลว์คาร์บอน ตั้งแต่งานวิจัย การศึกษา ไปจนถึงการสร้างงานใหม่
นโยบายต้องมาพร้อมคนและการกระทำ
นอกเหนือจากนโยบาย สิ่งที่ควรมองควบคู่คือบุคลากรและการลงมือทำ พรรคมีคนที่เข้าใจเรื่องนี้จริงหรือไม่ มีผลงานที่ผ่านมาอย่างไร แม้แต่รายละเอียดเล็กๆ อย่างการหาเสียงที่ไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อม ก็สะท้อนทัศนคติได้ชัดเจน
ทางเลือกของคนรักโลกในสนามการเมือง
แม้นโยบายสิ่งแวดล้อมอาจไม่เร้าใจเท่าการแจกเงิน แต่ในทางการเมือง นี่คือพื้นที่ที่ยังแทบไม่มีการแข่งขัน และอาจเป็นความหวังของคนจำนวนไม่น้อยที่ยังลังเล ไม่รู้จะเลือกพรรคใด อย่างน้อยก็เพื่อให้รู้ว่า ยังมีทางเลือกสำหรับคนที่กังวลกับโลกที่ร้อนขึ้นทุกวัน



