เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 69 นายยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช  กล่าวถึงภาพรวมการเมืองก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.นี้ ว่า เป็นเสมือนศึก 3 ก๊กใหม่ ซึ่งเป็นการแข่งขันด้านความพร้อมในการบริหารประเทศ ทั้งตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ทีมงาน และเสถียรภาพทางการเมืองในระยะยาว ซึ่งพรรคการเมืองที่น่าจะพร้อมมากที่สุดในครั้งนี้คือ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งก้าวขึ้นมาเป็นพรรคหลักของขั้วรัฐบาลอย่างเต็มตัว  ความพร้อมของภูมิใจไทยไม่ได้อยู่แค่กระแส แต่คือการมีผลงาน มีเครือข่าย และมีทีมงานที่พิสูจน์ตัวเองมาแล้ว โดยแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอย่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ถูกมองว่าเป็นผู้ครองความได้เปรียบในฐานะผู้นำประเทศ มีบารมีสูง เข้าใจระบบราชการ และรักษาเสถียรภาพการเมืองได้ดี มีจุดเด่นเรื่องการบริหารความมั่นคง ขณะเดียวกัน การเสนอชื่อ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี อีกคน ถูกมองว่าเป็นหมากสำคัญที่ยกระดับภาพลักษณ์พรรคจากการเมืองภายใน สู่ความเป็นสากลและเวทีโลกอย่างชัดเจน

นายยุทธพร กล่าวว่า สำหรับจุดแข็งที่แท้จริงของพรรคภูมิใจไทยคือการผสานบ้านใหญ่ที่แข็งแรงที่สุดในระบบการเมืองไทยเข้ากับทีมเศรษฐกิจและทีมต่างประเทศรุ่นใหม่ ทำให้พรรคมีทั้งฐานรากในพื้นที่ และความน่าเชื่อถือในสายตานักลงทุนและต่างประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในช่วงที่เศรษฐกิจโลกผันผวน

นายยุทธพร กล่าวว่า  ส่วนพรรคเพื่อไทย (พท.) กำลังพยายามยกเครื่องภาพลักษณ์ครั้งใหญ่ หลังการเปลี่ยนผ่านอำนาจผู้นำ โดยยังคงอาศัยฐานทางการเมืองดั้งเดิม ผสมกับความพยายามดึงภาพลักษณ์มืออาชีพเข้ามาเสริม ผ่านแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี อย่าง นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ที่ชูภาพนักวิชาการสายเทคโนแครต อย่างไรก็ตาม จุดท้าทายสำคัญของพรรคเพื่อไทยยังคงเป็นเรื่องเสถียรภาพทางการเมือง และความเชื่อมั่นของชนชั้นกลางกับภาคธุรกิจ ว่าการกลับมาครั้งนี้จะไม่วนซ้ำรอยความขัดแย้งเดิม ในขณะที่พรรคประชาชน (ปชน.) ซึ่งสืบทอดแนวคิดจากก้าวไกล วางยุทธศาสตร์ชัดเจนที่สุดในเชิงอุดมการณ์ แต่มีความท้าทายคือการขยายฐานเสียงนอกเมืองใหญ่ และการสร้างความเชื่อมั่นในมิติความมั่นคงและการบริหารประเทศทั้งระบบ

“หากการเลือกตั้งครั้งหน้าถูกตัดสินด้วยเกณฑ์เรื่องความต่อเนื่อง เสถียรภาพ และความพร้อมในการบริหารประเทศ ที่หลายคนเชื่อว่าจะเป็นแบบนั้น พรรคภูมิใจไทยจะอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบที่สุด เพราะขายผลงานเดิม ระบบทีมเดิม และความมั่นใจว่า ประเทศจะเดินต่อได้ทันทีหลังเลือกตั้ง แต่ห้ามประมาทพรรคประชาชน ขณะที่พรรคเพื่อไทย อยู่ในระยะสร้างตัว มีคะแนนพื้นฐาน และกลุ่มบ้านใหญ่ในมือ แต่ที่สุด จะต้องถอยมาเป็นพรรคตัวแปร ในการเลือกตั้งครั้งนี้” นายยุทธพร กล่าว.