สวัสดีวันหยุดสุดสัปดาห์แรกของเดือนมิถุนายน พบกับสารพันข่าวสารยานยนต์กับ “อ้วนซ่า แอบซิ่ง” เหมือนเช่นเคย เรื่องราวในวันนี้เป็นของ “ฮอนด้า ซิตี้” (Honda City) รุ่นปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ “รอบที่ 2” ที่จ่อจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเร็ววันนี้ โดยจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมกับประเทศอินเดีย
ที่ผ่านมาในอดีตนั้นต้องยอมรับว่า รถฮอนด้า ซิตี้ นั้นเป็นหนึ่งในรถเก๋งที่ขายดีที่สุดในประเทศไทย จากยอดจำหน่ายกว่า 4.6-4.8 หมื่นคันในปี 2565 ครองอันดับ 1 ของรถในกลุ่ม B เซ็คเมนต์ แต่ต่อมายอดขายได้เริ่มชลอตัว จากสาเหตุหลัก 2 ประการคือ 1. ความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อไฟแนนซ์รถยนต์ และ 2. จากการเข้ามาของรถยนต์พลังไฟฟ้าที่ได้เปรียบเรื่องภาษี และสรรพสามิต ทำให้ในปี 2567 ยอดขายของ ซิตี้ ได้ลดลงมาเหลือเพียง 2.5-3.0 หมื่นคันต่อปี และในปี 2568 ยอดขายของรุ่นซีดาน 4 ประตู และแฮชท์แบ็ค 5 ประตู ก็ลดลงมาอีกเหลือเพียง 2.5-2.8 หมื่นคันต่อปี แต่เมื่อนับรวมทุกเซ็คเมนต์ก็ยังถือว่าเป็นรถขายดีที่สุดอันดับ 5 ของบ้านเรา ในกลุ่มรถเก๋งนั้นเป็นรองเพียง โตโยต้า ยาริส เอทีพ (Toyota Yaris Ativ) เท่านั้น แต่ถ้านับเฉพาะรถแบบแฮชท์แบ็ค 5 ประตู ฮอนด้า ซิตี้ ก็ยังคงเป็นแชมป์ ด้วยยอดขายปี 2568 สูงถึง 16,690 คัน

การปรับโฉมครั้งที่ 2 นี้ ถือว่าเป็นความพยายามที่จะกัดฟัน เพื่อรอหาจังหวะที่เหมาะสมของการออกสินค้าที่ใหม่ถอดด้ามจริงๆ เพราะหากพลีผลามออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ไม่มีข้อได้เปรียบอย่างชัดเจน ก็จะต้องรับบทเป็นมวยรองอย่างช่วยไม่ได้ ใช่ขอรับ อ้วนซ่า กำลังบอกว่า ฮอนด้า เลือกที่จะไม่เข้าสู่สมรภูมิรถไฟฟ้า เพราะพวกเขาไม่มีข้อได้เปรียบใดๆทั้งสิ้น หากหันไปใช้เทคโนโลยีไฟฟ้าล้วน การที่ยังคงยึดมั่นกับเทคโนโลยี “ไฮบริด” ก็ยังจะสร้างความแตกต่าง และยังคงมีความน่าสนใจสำหรับลูกค้ากลุ่มใหญ่ของพวกเขา ทั้งในประเทศไทย และยังรวมไปถึงลูกค้าในประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดหลักของพวกเขานั่นเอง

ดังนั้นก็ต้องยอมรับว่า หากต้องการเทคโนโลยีใหม่ถอดด้าม รถคันนี้ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่ถ้าต้องการรถยนต์ที่เชื่อถือได้ รถรุ่นนี้คือคำตอบ
ด้านหน้าตาถือว่าปรับมาใหม่ได้ดี แม้ว่ารูปแบบของตัวถังนั้นยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง แต่ก็ดูสดใหม่ ด้วยกระจังหน้าแบบใหม่ ทรงลิ่ม ที่มาพร้อมไฟหน้าแบบ LED ที่เชื่อมไฟหน้าซ้ายและขวาเข้าหากัน ดูดุดันและเฉียบคม มีความร่วมสมัย ถือเป็นไฮไลท์ของรถรุ่นนี้ ส่วนไฟท้ายนั้นเป็นแบบเลนส์รมดำใส ให้ความรู้สึกสปอร์ต นอกจากนั้นยังเพิ่มสีใหม่ 2 สีคือ สีเทามุก Urban Grey Pearl และ สีแดงเพลิงมุก Blazing Red Pearl เพิ่มอารมณ์สปอร์ตพรีเมี่ยม

ด้านภายในห้องโดยสารอาจจะไม่ได้มีความสดใหม่ แต่ก็ได้รับการอัพเกรดให้มีจอภาพขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 10 นิ้ว และเพิ่มระบบชาร์จสมาร์ตโฟนแบบไร้สาย และติดตั้งไฟสร้างบรรยากาศ นอกจากนั้นได้ทำการติดตั้งกล้อง 360 องศา ตามคำเรียกร้อง เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการจอด และการกะระยะ และระบบช่วยเหลือการขับขี่มากมายตามสไตล์รถรุ่นใหม่
ด้านขุมกำลังนั้น เริ่มต้นด้วย รุ่น Turbo S CVT ซึ่งเป็นรุ่นพื้นฐานเบนซิน 1.0 เทอร์โบ เกียร์อัตโนมัติ CVT 122 แรงม้า กับแรงบิดสูงสุด 173 นิวตันเมตร

ถัดขึ้นมาจะเป็นรุ่นไฮบริด รุ่นเบสิค e:HEV V ที่มีราคาเข้าถึงง่าย และขยับขึ้นเป็น e:HEV SV อันเป็นรุ่นกลางที่ลงตัว และรุ่นท็อปคือ e:HEV RS ที่มีดีไซน์สปอร์ต และเทคโนโลยีความปลอดภัยจัดเต็ม ทั้ง 3 สเปคใช้เครื่องยนต์ไฮบริดรุ่นเดียวกันคือ เครื่อง 1.5 ลิตรไฮบริด 109 แรงม้า แต่มีแรงบิดมากถึง 253 นิวตันเมตร ขับสบายไม่ต้องรอรอบ
ถ้าสนใจก็สามารถลงทะเบียนจองสิทธิ์ล่วงหน้าพร้อมรับฟรีบัตรน้ำมันมูลค่า 5,000 บาทได้จนถึงวันที่ 30 มิถุนายนนี้ได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ และในเดือนกรกฏาคมก็จะเปิดราคา พร้อมเปิดรับจองอย่างเป็นทางการ โดยรถล๊อตแรกจะเริ่มส่งมอบได้ในเดือนสิงหาคม

เรียกได้ว่านับตั้งแต่เปิดภาพรถใหม่นี้มา ติ่งรถไฟฟ้าแซวกันในโซเชียลอย่างสนุกมือ แต่มาดูกันว่าในโลกความเป็นจริง ใครจะขายดีกว่ากันนะขอรับ!



