การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปี 2569 ที่กำลังจะมาถึง จึงไม่ใช่เพียงการเลือกตัวบุคคล แต่คือสมรภูมิสำคัญที่สะท้อนพลังของ “บ้านใหญ่การเมือง” กระแสพรรคระดับชาติ และความเคลื่อนไหวของนักการเมืองรุ่นใหม่ ที่พร้อมเข้ามาเขย่าสมการอำนาจในจังหวัดนี้อย่างจริงจัง
เขตเลือกตั้งที่ 1 ยังคงอยู่ในอิทธิพลของ “บ้านใหญ่จุรีมาศ” โดยมี นายอนุรักษ์ จุรีมาศ อดีต สส.และอดีตรัฐมนตรีหลายสมัย เป็นแกนหลัก แม้จะย้ายจากพรรคชาติไทยพัฒนาไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย แต่ฐานคะแนนดั้งเดิมยังคงแข็งแรง
อย่างไรก็ตาม คู่แข่งสำคัญจากพรรคเพื่อไทย คือ นายสถาพร ว่องสัธนพงษ์ ซึ่งถูกจับตามองในฐานะคลื่นการเมืองลูกใหม่ที่เตรียมตัวมานานลงพื้นที่ต่อเนื่อง และมีการสร้างเครือข่ายอย่างเป็นระบบ แม้ในเชิงประสบการณ์และความเก๋าเกมบ้านใหญ่ยังดูได้เปรียบ แต่สนามนี้ไม่ง่ายเหมือนที่ผ่านมา
เขตเลือกตั้งที่ 2 ยังคงเป็นพื้นที่แข็งแรงของ นายฉลาด ขามช่วง จากพรรคเพื่อไทย ที่ครองพื้นที่มาอย่างยาวนาน ด้วยภาพจำความขยันและความใกล้ชิดกับประชาชน อย่างไรก็ตาม คู่แข่งที่น่าจับตาคือ นายเอกรัฐ พลซื่อ จากพรรคกล้าธรรม ทายาททางการเมืองของบ้าน “พลซื่อ” ที่เตรียมความพร้อมมาเต็มรูปแบบ ขณะที่พรรคภูมิใจไทยส่ง นายทินกร อ่อนประทุม เข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญ ทำให้สนามนี้กลายเป็นศึกสามเส้าที่ไม่มีใครประมาทได้
เขต 3 บ้านการเมืองดวลสายเลือดเพื่อไทย เขตนี้ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในสนามที่เข้มข้นที่สุด เมื่อ นางรัชนี พลซื่อ พร้อมบุตรชาย ย้ายมาสังกัดพรรคกล้าธรรม โดยยังคงมีฐานเสียงเดิมที่แข็งแรง ขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยส่ง นายแทนรัฐ สุจารี บุตรชายของอดีต สส.นิรมิต สุจารี ลงสนามอีกครั้ง เพื่อล้างตาหลังพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งครั้งก่อน เกมนี้จึง
เป็นการวัดกันระหว่างพลังบ้านเดิมกับบทเรียนจากอดีตของฝ่ายเพื่อไทย






เขตเลือกตั้งที่ 4 ถือเป็นสนามเปิด หลังจาก นายนรากร นาเมืองรักษ์ ย้ายจากพรรคเพื่อไทยไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย ขณะที่เพื่อไทยส่ง นายศุภศิษย์ กอเจริญยศ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัด ลงชิงชัย นอกจากนี้ยังมีตัวแปรสำคัญอย่าง นายนีโอ พลซื่อ บุตรชายของ นายเอกภาพ พลซื่อ อดีต สส. และอดีตนายก อบจ. รวมถึง นางสาวสุทธิกานต์ สิทธิ์ประภากูล จากพรรคโอกาสใหม่ บุตรสาวรองนายก อบจ.ร้อยเอ็ด ทำให้เขตนี้ต้องวัดกันที่ทีมงาน เครือข่าย และการเข้าถึงชุมชนอย่างแท้จริง
เขตเลือกตั้งที่ 5 ยังคงเป็นฐานที่มั่นของ นางสาวจิราพร สินธุไพร อดีตรัฐมนตรี และบ้านใหญ่การเมืองที่ฝังรากลึกในพื้นที่ แม้พรรคภูมิใจไทยจะส่ง นายชัยวุฒิ เอี่ยมรัศมีกุล เข้ามาท้าชน แต่กระแสพรรคและผลงานเชิงนโยบายของเพื่อไทยยังคงได้เปรียบอย่างชัดเจน
เขต 6 การย้ายพรรคคือดาบสองคม นายกิตติ สมทรัพย์ อดีต สส.เพื่อไทย ที่ย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย ถูกประเมินว่าคะแนนนิยมลดลง ขณะที่พรรคเพื่อไทยส่ง นายทองลี มีหินกอง อดีตกำนันชื่อดัง ผู้รู้พื้นที่จริง และเคยเป็นหัวคะแนนสำคัญมาก่อน ทำให้เขตนี้มีโอกาสพลิกได้สูง
เขต 7 เจ้าของพื้นที่ยังยืนหนึ่ง นายชัชวาล แพทยาไทย จากพรรคไทยสร้างไทย ยังรักษาฐานเสียงในพื้นที่ได้อย่างเหนียวแน่น จากการทำงานในสภาอย่างต่อเนื่อง แม้พรรคเพื่อไทยจะส่ง นางนวรัตน์ พาโคกทม ลงแข่งขัน แต่ภาพรวมยังถือเป็นรอง
เขต 8 ศึกสายเลือด นามสกุลเดียวกัน ความเข้มข้นของเขตนี้อยู่ที่การปะทะกันของเครือญาติ เมื่อ นางสาวชญาภา สินธุไพร จากพรรคเพื่อไทย ต้องเผชิญหน้ากับ นายธนชัย สินธุไพร จากพรรคภูมิใจไทย โดยทั้งสองฝ่ายต่างงัดเครือข่ายและฐานเสียงเดิมออกมาใช้เต็มที่
สนามเลือกตั้งร้อยเอ็ดปี 2569 คือภาพสะท้อนของการเมืองระดับจังหวัดที่เข้มข้นกว่าที่เคย เป็นการปะทะกันระหว่างบ้านใหญ่กับกระแสพรรค การทดสอบความเหนียวแน่นของพรรคเพื่อไทย ความพยายามเจาะพื้นที่เดิมของพรรคภูมิใจไทย และการแจ้งเกิดของนักการเมืองรุ่นใหม่ เกมนี้ยังไม่มีบทสรุป จนกว่าจะนับคะแนนใบสุดท้าย.



