เมื่อวันที่ 6 ม.ค. ที่ตลาดกลางดินแดง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงเสียงตอบรับในการลงพื้นที่ดินแดง พญาไท ว่า ตนกลับมาที่นี่ ก็ดีใจได้เสียงตอบรับดี เพราะเคยเป็นผู้แทนฯ อยู่ที่นี่เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ยังมีความผูกพันกับหลายคนที่นี่ ลงพื้นที่มาเขาก็ให้การสนับสนุนและรู้จักผู้สมัครเราแล้ว ก็แสดงว่าผู้สมัครลงพื้นที่มาพอสมควรแล้ว ให้การต้อนรับอย่างดี และจริงๆแล้วผู้สมัครของเราทุกคนก็เดินหน้าลงพื้นที่และอาศัยความเป็นคนใหม่บวกกับพรรคที่มีความผูกพันกับประชาชนมา

เมื่อถามว่ากระแสตอบรับในกรุงเทพฯ ค่อนข้างดี ตอนนี้มีการประเมินในใจแล้วหรือยังว่าจะได้ สส. กี่ที่นั่ง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยัง แต่อยากให้ประชาชนเลือกทุกเขต ทั้งนี้เราต้องเดินหน้าทำงานหนัก เพราะยังมีเวลาอีกพอสมควรที่ต้องไปบอกกับประชาชนชาวกรุงเทพฯ และทั่วประเทศว่าการเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้เขามั่นใจว่าจะมีรัฐบาลที่ดีได้ ถ้าเลือกเราเข้าไปเยอะ และการที่เราจะไปร่วมรัฐบาลกับใคร ก็จะให้เกิดความมั่นใจในเรื่องของความสุจริต ไม่มีเรื่องทุนเทา และไม่สร้างความแตกแยกในสังคม

เมื่อถามว่าจากการที่พรรคประชาธิปัตย์เปิดรับแจ้งเหตุการทุจริตในการเลือกตั้งนั้น ตอนนี้มีแจ้งเข้ามาบ้างหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังไม่มี เมื่อถามอีกว่าผู้สมัครหลายพรรคร้องเรียนว่าป้ายหาเสียงที่ถูกทำลาย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคอื่นๆ มีปัญหาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม อยากขอร้องว่าอย่าทำลายป้ายหาเสียง ไม่ว่าจะของพรรคไหน เพราะคนเหล่านี้อาสามาทำงานให้กับประชาชน ก็ต้องช่วยกันทำให้การเมืองสร้างสรรค์

ต่อข้อถามว่าขอให้ย้ำถึงการเดินหน้าไปสู่การเปลี่ยนประเทศ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยืนยันว่าสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในขณะที่นี้คือการสร้างบ้านเมืองให้สุจริตบ้านเมืองไม่สุจริต เราจะมีปัญหาเรื่องของความเชื่อมั่น เศรษฐกิจก็จะเติบโตไม่ได้ และถ้าบ้านเมืองไม่สุจริต เราก็จะมีปัญหากฎระเบียบและเรื่องวุ่นวายอยู่ตลอดเวลา เพราะไม่มีใครไว้ใจใคร ซึ่งประเทศเราติดหล่มนี้มานานพอสมควรแล้ว ถึงเวลาที่เราจะต้องทำให้ประเทศหลุดพ้นจากสภาพนี้

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่พรรครวมไทยสร้างชาติ ออกแคมเปญต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน การติดสินบน กฎหมายเรากำหนดโทษประหารอยู่แล้ว แต่ปัญหาที่ผ่านมา คือ คนที่ทำผิดไม่ได้กลัวบทลงโทษ เพราะเขาคิดว่าจับเขาไม่ได้ หรือถ้าจับเขาได้ ก็สามารถเอาเงินมาซื้อกระบวนการยุติธรรม หรือหนีไปต่างประเทศได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะเป็นเครื่องมือที่สำคัญหนึ่งคือผู้บริหารคือรัฐบาลจะต้องสุจริตเสียก่อน และสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์จะใช้ คือเรื่องของข้อมูล ถ้าข้อมูลของรัฐเปิดเผยเชื่อมโยงกันหมด ประชาชนตรวจสอบได้ โอกาสที่ใครจะมาทำสิ่งที่ผิด หรือทุจริตก็จะถูกตรวจสอบได้ นี่คือเครื่องมือที่สำคัญและสอดคล้องกับความเป็นจริง

เมื่อถามว่าเกมการเลือกตั้งครั้งนี้ถ้าเปรียบเหมือนกับสนามฟุตบอล พรรคประชาธิปัตย์เป็นตัวเล่นไหนในสนามฟุตบอล นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นทีมนิวคาสเซิลที่เคยเกือบจะแย่แล้ว แต่หลังจากเปลี่ยนโค้ชแล้ว ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อถามย้ำว่าถ้านายอภิสิทธิ์เปรียบตัวเองเป็นผู้เล่นในสนาม จะเล่นเป็นตัวไหน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเป็นตัวทำเกม เพราะต้องคอยส่งลูกให้คนรุ่นใหม่ทำประตู

เมื่อถามว่าแคมเปญในส่วนของ กทม. หลังจากนี้มีอะไรออกมาอีก เพราะเหลือเวลาไม่ถึงเดือน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ช่วงนี้เรายังเดินหน้าในการพูดถึงนโยบายที่จะทำให้ไทยหายจน โดยเฉพาะ 27 ข้อที่เลือกมา เพราะจุดที่เด่นที่สุดยังต้องอธิบาย เพราะหลายคนอ่านสั้นๆ แล้ว ก็อยากรู้ว่ารายละเอียดเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้น ช่วงนี้เราก็เดินหน้าพูดเรื่องนโยบาย และในช่วงหลังก็จะได้มีการรณรงค์ในเรื่องอื่นต่อไป

เมื่อถามว่าพรรคประชาธิปัตย์จะเปิดปราศรัยใหญ่ในพื้นที่กรุงเทพฯ บ้างหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เวทีแรกจะมีการเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ที่สวนเบญจสิริ ในวันที่ 11 ม.ค. และเวทีสุดท้ายใน กทม. วันที่ 6 ก.พ. ที่ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร  ส่วนในพื้นที่ต่างจังหวัดที่มีการเรียกร้องให้ลงพื้นที่นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในวันที่ 7 ม.ค. ตนและคณะเดินทางไปหาเสียงที่ จ.นครศรีธรรมราช

เมื่อถามย้ำว่าในพื้นที่ภาคใต้มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด และมีเรื่องการใช้เงินเข้ามาด้วย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ดุเดือดทั้งนั้นไม่มีปัญหา เป็นเรื่องที่ดีประชาชนจะได้มีทางเลือก ซึ่งการใช้เงินในการเลือกตั้งเป็นปัญหามาตลอด เที่ยวนี้ที่ตนมีกำลังใจ ทั้งภาคธุรกิจเอกชนและพี่น้องประชาชน พูดเองว่าคราวนี้จะต้องต่อต้านไม่ให้ทุนเข้ามาครอบงำประเทศอีกต่อไป

ต่อข้อถามว่าพรรคภูมิใจไทยจะเปิดปราศรัยใหญ่ 4 เวทีภาคใต้ ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์จะมีกี่เวที นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า กำลังดูว่ามีกี่จังหวัดที่เราจะจัดได้บ้าง แต่ จ.นราธิวาส สงขลา นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี น่าจะค่อนข้างชัดเจน ส่วนในภาคตะวันออกก็จะไปที่ จ.ระยอง ซึ่งที่ผ่านมาตนก็ได้ไปที่ จ.ระยอง จันทบุรี ตราด มาแล้ว

เมื่อถามว่า ตอนนี้มีการล็อกตรวจสเปกนายกรัฐมนตรีกันแล้วโดยมีอักษรย่อ อ. ออกมา นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตัว อ. น่าจะไม่มีปัญหา เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าตัว อ. หมายถึงคนที่มีชื่อเล่น น. นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีมั้ง พร้อมหัวเราะ และกล่าวว่าเห็นเมื่อวานเขาพูด “อภิทิน” ไม่ใช่หรือ น่าจะดีกว่า “อนุสิทธิ์”

เมื่อถามว่าประชาชนโดยเฉพาะผู้สูงอายุยังสับสนในเรื่องบัตรเลือกตั้งทั้งเบอร์ผู้สมัครและเบอร์พรรค นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องช่วยกันอธิบาย เพราะมีบัตรที่ให้ลงประชามติด้วย ก็ทำให้ประชาชนสับสนมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะเวลาที่มีการไปพูดว่าเลือกตั้งล่วงหน้าได้แต่ลงประชามติล่วงหน้าไม่ได้ จึงทำให้หลายคนสับสนว่าจะต้องไปกี่วัน จึงอยากให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และพรรคการเมืองประชาสัมพันธ์

เมื่อถามว่ามีแคนดิเดตนายกฯ ของบางพรรค บอกว่าถ้าได้เลือกให้เป็นนายกฯ จะทำงานให้ได้ดีกว่านายกฯ คนอื่นๆ ที่ผ่านมา ในฐานะที่นายอภิสิทธิ์เป็นอดีตนายกฯ มีความเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ต้องแข่งขันกัน ซึ่งประชาชนก็จะพิจารณาตรงนั้น

ต่อข้อถามถึงกรณีที่นายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลพื้นที่ภาคใต้ คัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องแลนด์บริดจ์ที่ทำกันมาต้องบอกว่าตัวเลขการศึกษา โดยเฉพาะระหว่างหน่วยงานแตกต่างกันมาก แต่ว่าภาคเอกชนที่เขาทำงานเรื่องนี้ เขายืนยันมาตลอดว่าไม่ได้คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเงินที่ต้องลงทุนไป เทียบกับการประหยัดเวลาซึ่งน้อยกว่าที่คิด เพราะการทำแลนด์บริดจ์ทำให้ต้องมีการขนของขึ้น-ลง ไม่ทำให้ประหยัดต้นทุนได้มากนัก เราจึงคิดว่าโครงการแลนด์บริดจ์ไม่ได้คุ้มค่า แต่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้กับพี่น้องชาวภาคใต้ และการเชื่อมโยงพื้นที่ต่างๆ ทั้งถนน รถไฟ เป็นนโยบายของเราอยู่แล้ว และความพยายามในการที่จะเชื่อมสองฝั่ง เราสามารถทำได้แต่ไม่ใช่ในจุดที่เคยมีการศึกษาเรื่องแบนด์บริดจ์

เมื่อถามถึงโครงการที่จะนำมาปัดฝุ่นใหม่มีอะไรบ้าง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราทำหลายเรื่องและมีการต่อยอดมา ไม่ว่าจะเป็นเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุทั่วหน้า ครั้งนี้เราก็จะเพิ่มเป็น 1,000 บาท รวมถึง อสม. ก็เป็นเรื่องที่พรรคอื่นต่อยอดมา เพราะเราเป็นคนเริ่มต้นในการให้ค่าตอบแทน รวมถึงประกันรายได้ รอบนี้ก็จะมีการปรับปรุงในเรื่องการช่วยเหลือปัจจัยการผลิต และเรื่องของการที่จะทำให้ระบบการจ่ายเงินรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยจะใช้เป็นเครื่องมือในการที่จะให้เกษตรกรเปลี่ยนผ่านไปยังเกษตรเทคโนโลยีมากขึ้น ทั้งเกษตรแม่นยำและเกษตรอัจฉริยะ รวมถึงเรียนฟรีก็จะมีเพิ่มเติม