สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากเมืองมินนีแอโพลิส สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 8 ม.ค. ว่า นายเจค็อบ เฟรย์ นายกเทศมนตรีเมืองมินนีแอโพลิส กล่าวว่า ข้อกล่าวหาของรัฐบาลวอชิงตันที่ว่า ผู้หญิงคนดังกล่าวโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางสหรัฐนั้น เป็นเรื่อง “ไร้สาระ” และเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ไอซีอี) ซึ่งดำเนินการบุกจับผู้อพยพครั้งใหญ่เป็นวันที่สอง ออกจากเมืองมินนีแอโพลิส
ผู้สื่อข่าวของเอเอฟพีรายงานว่า ชาวอเมริกันหลายพันคนร่วมไว้อาลัยผู้เสียชีวิต ณ ที่เกิดเหตุ ขณะที่ผู้ประท้วงรวมตัวในเขตแมนฮัตตันเช่นกัน
I am aware of a shooting involving an ICE agent at 34th Street & Portland. The presence of federal immigration enforcement agents is causing chaos in our city. We’re demanding ICE to leave the city immediately. We stand rock solid with our immigrant and refugee communities.
— Mayor Jacob Frey (@MayorFrey) January 7, 2026
อนึ่ง คลิปวิดีโอเหตุการณ์ที่ถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวาง เผยให้เห็นว่า รถยนต์ฮอนด้าเอสยูวีคันหนึ่ง ขวางทางรถยนต์ของเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายที่ไม่ติดเครื่องหมาย ซึ่งพยายามขับผ่านถนนที่ปกคลุมด้วยหิมะ
ด้านสื่อท้องถิ่นระบุว่า น.ส.เรนี นิโคล กู๊ด คนขับรถยนต์ฮอนด้าเอสยูวี พยายามขับรถหนี เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าใกล้และพยายามเปิดประตูรถยนต์ของเธอ โดยเจ้าหน้าที่คนหนึ่งยิงปืนพกใส่ 3 ครั้ง ขณะที่รถยนต์กำลังเคลื่อนตัวออกไป
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ ซึ่งสั่งการปราบปรามผู้อพยพทั่วประเทศ กล่าวหาว่า เหยื่อพยายามขับรถชนเจ้าหน้าที่ “อย่างโหดร้าย” ซึ่งเธอแสดงพฤติกรรมที่ไม่เรียบร้อย ขัดขวาง และขัดขืน พร้อมกับเสริมว่า เจ้าหน้าที่ดูเหมือนจะยิงเธอเพื่อ “ป้องกันตัวเอง”
.@Sec_Noem: “It’s clearly established law that a vehicle, driven by a person, and used to harm someone is a deadly weapon. Deadly force is perfectly lawful… So I do believe that this officer used his training in this situation.” pic.twitter.com/i4WSaPvOhp
— Rapid Response 47 (@RapidResponse47) January 7, 2026
ขณะที่ นางคริสตี โนเอม รมว.ความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐ กล่าวว่า การสูญเสียชีวิตใด ๆ เป็นโศกนาฏกรรม แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็น “การก่อการร้ายภายในประเทศ” อีกทั้งกู๊ดยังสะกดรอยตาม และขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ไอซีอีตลอดทั้งวัน จากนั้นเธอก็ใช้รถยนต์ของตัวเองเป็นอาวุธ.
เครดิตภาพ : REUTERS



