กลายเป็นคำถามตัวโตถึงประสิทธิภาพการทำงานของกระทรวงการคลัง เมื่อวาระ “การปฏิรูปโครงสร้างภาษียาสูบ” ซึ่งถูกบรรจุเป็นเรื่องเร่งด่วนมานานหลายปี กลับยังคงไร้ความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม แม้ว่าคณะรัฐมนตรีจะมีมติเห็นชอบและสั่งการให้เร่งศึกษาหาแนวทางมาตั้งแต่ปี 2564 เพื่อมุ่งหน้าสู่การใช้ “โครงสร้างภาษีบุหรี่แบบอัตราเดียว”  ที่เป็นสากล เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการ และส่งเสริมการแก้ปัญหาสาธารณสุข แต่จนถึงปัจจุบัน เรื่องที่เคยถูกระบุว่าด่วนที่สุดกลับถูกเลื่อนออกไปเรื่อย ๆ อย่างไม่มีกำหนด

หากย้อนดูไทม์ไลน์ความล่าช้า จะพบว่าหลังมีมติ ครม. เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2564 ที่สั่งให้กระทรวงการคลังร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนอัตราภาษีบุหรี่ทั้งระยะกลางและระยะยาว เพื่อนำไปสู่โครงสร้างอัตราเดียว ความพยายามในการขับเคลื่อนดูเหมือนจะเป็นเพียงการยื้อเวลา จนกระทั่งในปี 2567 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ในฐานะอธิบดีกรมสรรพสามิตขณะนั้น ได้ออกมายืนยันว่ากำลังเร่งสรุปโครงสร้างภาษีอัตราเดียวให้เสร็จภายในเดือนกันยายน 2567 เพื่อเสนอฝ่ายนโยบาย ทว่าคำมั่นสัญญาดังกล่าวกลับเลือนหายไปตามกาลเวลา ทิ้งให้สถานการณ์การจัดเก็บรายได้จากภาษียาสูบของกรมสรรพสามิตตกต่ำลง จนเหลือเพียงกว่า 4.7 หมื่นล้านในปีงบประมาณ 2568 จากที่เคยเก็บได้สูงถึงกว่า 6 หมื่นล้านบาทก่อนการใช้โครงสร้างภาษีแบบ 2 อัตรา และปัญหาสุขภาพของประชาชนตกอยู่ในสภาวะชะงักงัน เพราะไม่สามารถลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ลงได้ ในไทยยังมีผู้สูบบุหรี่อยู่ถึงกว่า 9.8 ล้านคน จากผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2567

ประเด็นที่น่าสนใจและเป็นข้อกังขาจากสังคมคือ “ข้ออ้างเรื่องข้อจำกัดทางกฎหมาย” ขณะยุบสภา ซึ่งถูกหยิบยกมาเป็นเหตุผลในการชะลอการตัดสินใจโครงการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ของกรมสรรพสามิต ทว่าเมื่อปลายปี 2568 กรมสรรพากร ซึ่งเป็นกรมภาษีภายใต้กระทรวงการคลังเช่นกัน กลับสามารถนำเสนอร่างกฎหมายลำดับรองตาม พ.ร.ก. ภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 ถึง 4 ฉบับ เข้าสู่การพิจารณาของ ครม. และได้รับความเห็นชอบ แม้ในช่วงรอยต่อทางการเมือง โดยมีการระบุชัดเจนว่าการออกอนุบัญญัติเพื่อกำหนดรายละเอียดตามกฎหมายแม่บทนั้นสามารถทำได้ตามปกติ ไม่เป็นการสร้างภาระต่องบประมาณ และไม่ขัดต่อมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญ

หลักการเดียวกันนี้ควรจะนำมาใช้กับการปรับโครงสร้างภาษียาสูบได้เช่นกัน เนื่องจากการปรับเปลี่ยนพิกัดอัตราภาษีไม่เพียงแต่ไม่สร้างภาระงบประมาณ แต่ยังเป็นการช่วยชะลอการสูญเสียรายได้จากโครงสร้างที่บิดเบือนในปัจจุบัน และช่วยให้การจัดเก็บรายได้เข้าสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ จากปีที่แล้วที่บุหรี่เป็นสินค้าหนึ่งเดียวที่จัดเก็บได้ลดลงแม้จะไม่มีมาตรการใด ๆ เพื่อช่วยเหลือผู้บริโภคเลยก็ตาม ปัญหานี้เป็นความจำเป็นเร่งด่วนทางเศรษฐกิจ การที่โครงการของกรมสรรพสามิตยังคงถูกละเลยจาก ครม. จึงนำมาสู่คำถามว่า แท้จริงแล้วอุปสรรคที่ทำให้เรื่องนี้ไม่เสร็จสักทีเกิดจากขั้นตอนทางธุรการเพียงอย่างเดียวจริงหรือไม่