นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีที่ศาลสูงสหรัฐ อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีการใช้ภาษีตอบโต้ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เป็นการใช้อำนาจฝ่ายบริหารเกินขอบเขตของกฎหมายหรือไม่ ว่า หากศาลตัดสินว่าการเก็บภาษีตอบโต้ไม่สามารถทำได้ อัตราภาษีนำเข้าสหรัฐที่จะเก็บกับสินค้าจากทั่วโลก รวมถึงไทยจะกลับไปอยู่ที่อัตราเดิม หรือเฉลี่ยไม่เกิน 3% ส่วนภาษีนำเข้าที่ไทยเสียไปแล้วที่ 19% อาจจะต้องมีการพิจารณาขอคืนภาษี
อย่างไรก็ดี เชื่อว่าสหรัฐอาจจะใช้อำนาจตามกฎหมายฉบับอื่น เพื่อใช้มาตรการภาษีต่อไป เช่น มาตรา 232 กฎหมายขยายการค้า (Trade Expansion Act) ที่อ้างเก็บภาษีเฉพาะสินค้าที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของสหรัฐ ซึ่งเป็นการกำหนดอัตราภาษีสูงเกินกว่าอัตราภาษีปกติ ซึ่งที่ผ่านมาได้ใช้มาตรนี้ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าเหล็กและผลิตภัณฑ์ ทองแดง อะลูมิเนียมและผลิตภัณฑ์ รถยนต์ ประมาณ 25% มาแล้ว
“หากสหรัฐใช้มาตรานี้ก็อาจจะเป็นประโยชน์ต่อไทย เพราะอย่างน้อยสินค้าส่วนใหญ่ของไทยจะไม่ถูกผลกระทบ จะเกิดผลกระทบกับเฉพาะบางรายการเท่านั้น และนอกจากนี้ ก็ยังเป็นเรื่องของมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีบางอย่าง ที่อาจจะต้องให้ติดตามพิจารณาอย่างใกล้ชิด เพราะยังมองว่าสหรัฐ หากดำเนินการบางมาตรการไม่ได้ ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ทำหรืออาจจะมีมาตรการอื่นใดออกมาเก็บภาษีต่อ”
นางศุภจี กล่าวว่า หากการพิจารณาของศาลสหรัฐตัดสินว่า ประธานาธิบดียังใช้มาตรการภาษีต่อได้ การเจรจาความตกลงภาษีตอบโต้ไทย-สหรัฐ จะเดินหน้าต่อ โดยหน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ยังเดินหน้าเจรจาทางเทคนิค ซึ่งที่ผ่านมาไทยพูดคุยด้านทางเทคนิคอยู่ และได้ประสานไปทางสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ซึ่งก็ได้รับทราบแล้วว่าจะเดินหน้าต่อ เพราะที่ผ่านมาก็มีความกังวลเรื่องปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา จะส่งผลกระทบต่อการเจรจาภาษีสหรัฐ ซึ่งเรื่องนี้ก็ชัดเจนแล้วว่าแยกกัน
“ขณะนี้ มีบางประเทศที่สามารถสรุปข้อตกลงการเจรจาภาษีต่างตอบแทนได้แล้ว เช่น มาเลเซีย กัมพูชา ขณะที่อินโดเซีย ยังอยู่ระหว่างการเจรจา รวมถึงไทยและเวียดนาม ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีของประเทศไทย ที่จะได้มีการติดตาม และศึกษาข้อมูลความชัดเจนการเจรจาและทำให้ไทยได้มีการเตรียมพร้อมเพื่อไม่ให้เสียเปรียบคู่แข่ง โดยคาดหวังว่า ไทยจะสรุปการเจรจากับสหรัฐ ได้เร็วๆ นี้”



