สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 10 ม.ค. ว่า สำนักงานเลขาธิการศาลฎีกาสหรัฐเผยแพร่เอกสาร เกี่ยวกับคำวินิจฉัยคดี ซึ่งคดีดังกล่าวเป็นคดีอาญา โดยไม่มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับคดีเรื่องอำนาจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ในการเรียกเก็บภาษีศุลกากรกับประเทศคู่ค้าทุกแห่งบนโลก ตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์


อนึ่ง โดยปกติแล้วศาลฎีกาสหรัฐจะไม่ประกาศล่วงหน้าว่า จะมีคำตัดสินในคดีใดออกมาบ้าง ซึ่งศาลมีกำหนดประชุมครั้งต่อไป ในวันที่ 14 ม.ค. นี้


ขณะที่นายเควิน แฮสเซตต์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติของสหรัฐ กล่าวว่า รัฐบาลยังคงหวังว่าจะเป็นฝ่ายชนะคดี หรืออย่างน้อยที่สุด ศาลมีคำพิพากษาในทางที่เป็นคุณแก่รัฐบาล และเปิดเผยด้วยว่า กระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกแห่งประชุมร่วมกัน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เพื่อพิจารณาขั้นตอนที่จะดำเนินการต่อไปในอนาคต


ด้านนายสกอตต์ เบสเซนต์ รมว.การคลังสหรัฐ กล่าวว่า รัฐบาลจะบังคับใช้มาตรการเก็บภาษีภายใต้อำนาจทางกฎหมายอื่น หากศาลฎีกามีคำวินิจฉัยไม่เห็นชอบต่อมาตรการภาษีฉุกเฉิน ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์


อย่างไรก็ตาม เบสเซนต์ยอมรับว่า หากรัฐบาลเป็นฝ่ายแพ้คดี ความยืดหยุ่นและอำนาจต่อรองของทรัมป์ในเรื่องดังกล่าว “จะลดลงอย่างมาก” โดยยกตัวอย่างการขู่จะเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนในอัตรา 100% เพื่อตอบโต้กรณีรัฐบาลปักกิ่งควบคุมการส่งออกแม่เหล็กจากแร่หายาก ซึ่งสำคัญต่ออุตสาหกรรมการผลิตหลายประเภทของสหรัฐ และทำให้ทั้งสองประเทศส่งทีมงานมาเจรจากัน

ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของการวินิจฉัยคดีภาษีทรัมป์ คือการพิจารณาว่า ทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตของกฎหมายอำนาจฉุกเฉินทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (ไออีอีพีเอ) ฉบับปี 2520 หรือไม่


หากศาลสูงสุดของสหรัฐพิพากษาว่า การใช้อำนาจของทรัมป์ในเรื่องดังกล่าวมิชอบด้วยกฎหมาย รัฐบาลวอชิงตันอาจต้องคืนเงินบางส่วนที่เรียกเก็บจากนานาประเทศ ซึ่งทุกฝ่ายรวมถึงศาลเองกังวลว่า จะเป็นเรื่องที่ยุ่งยากอย่างมาก แต่ไม่ว่าคำตัดสินจะออกมาอย่างไร จะถือเป็นการ “เปลี่ยนสมดุลครั้งสำคัญ” ระหว่างฝ่ายบริหาร กับฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการของสหรัฐ.

เครดิตภาพ : AFP