ปัจจัยหนุนสำคัญ คือ  ฐานมวลชนคนเสื้อแดง คะแนนสงสารจากกรณี “คนตระกูลชินวัตร” โดยเฉพาะเมื่อ“นายใหญ่” ถูกจองจำอยู่ในเรือนจำ ตลอดจนนโยบายหาเสียงที่จัดเต็มแบบ “เกทับไม่ยั้ง” ไม่ว่าจะเป็นเติมเงินช่วยเหลือคนจน 3,000 บาทต่อเดือน  ยกระดับจากโครงการคนละครึ่ง เป็นรัฐช่วยจ่าย 70% ประชาชนจ่ายเพียง 30% ที่เปิดตัวล่าสุดในการปราศรัยใหญ่กลาง กทม.

ในเชิงยุทธศาสตร์ “พรรคเพื่อไทย” ประกาศชัดไม่เลือกขั้วเหมือนพรรคการเมืองอื่น โดยมองบริบทการเมืองเวลานี้ว่าไม่น่ามีพรรคใดได้ สส.เกิน 250 เสียง เป้าหมายจึงอยู่ที่การเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จับมือได้ทุกสี หรืออย่างน้อยเป็น “ตัวแปร” เพื่อเข้าไปมีบทบาทบริหารประเทศ พร้อมทั้งกันเกมการเมือง ไม่ให้ย้อนศรกลับมาทำร้ายคน “ตระกูลชินวัตร” ในภายหลัง

การเดินเกมของ “พรรคเพื่อไทย”  จึงหวังเพียงดึงฐานเสียงเดิมกลับมาให้ได้  และหวังคู่แข่งหากสะดุดโค้งสุดท้าย ก็ยังมีโอกาสเบียดขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง แม้โอกาสจะไม่สูงนัก

โดยเฉพาะพรรคคู่แข่งที่ถูกมองเป็นเต็งหนึ่งอย่าง “พรรคส้ม” ที่ขณะนี้กำลังเผชิญสารพัดปัญหารุมเร้า เช่น พรรคถูกวิจารณ์ว่ามุ่งแต่อำนาจ ละทิ้งอุดมการณ์ หลังประกาศไม่แตะประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เกิดข้อครหาการรวมศูนย์อำนาจ เผด็จการภายในพรรค จนคนรุ่นเก่าถูกเบียดออกจากพื้นที่

การเดินเกมการเมืองที่พลาด จนสังคมไม่ไว้วางใจให้บริหารประเทศ รวมถึงท่าทีด้อยค่าทหาร จนกระแสตีกลับ ในช่วงที่สังคมต้องการผู้นำซึ่งยืนข้างกองทัพเพื่อปกป้องอธิปไตย

นอกจากนี้ นโยบายและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี รวมถึงทีมรัฐมนตรี “พรรคส้ม”  ยังไม่โดดเด่นเท่าการเลือกตั้งปี 2566 ทำให้คะแนนนิยมไม่สามารถพุ่งขึ้นได้

สถานการณ์ “พรรคส้ม” แตกต่างจาก “พรรคภูมิใจไทย” ที่เลือกยืนนิ่งในกระแส ใช้กระแสชาตินิยมตามแนวทางอนุรักษนิยม ตั้งเป้าเพิ่ม 10–15 เสียง บนฐาน สส.เขตบ้านใหญ่ที่มี สส.เดิมถึง 134 เสียง และ “ดรีมทีม” แคนดิเดตรัฐมนตรีคนนอก “พรรคสีน้ำเงิน” จึงไม่จำเป็นต้องโหมหาเสียงหนักในช่วงต้น แต่จะเร่งเครื่องในช่วง 2 สัปดาห์สุดท้าย โดยให้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่สำคัญ

ยุทธศาสตร์ดังกล่าว มุ่งเจาะบางจังหวัดในภาคใต้ ซึ่งเป็นฐานเสียงใหญ่ของฝ่ายอนุรักษนิยมหลัง “พรรคประชาธิปัตย์” เร่งฟื้นคะแนนนิยมอย่างหนัก

ขณะเดียวกัน กระแส “ล็อกตัวนายกฯ” อาจไม่เป็นผลดีกับ “พรรคเพื่อไทย”  เพราะถูกมองว่าเลือกไปก็ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางส่วนไม่ออกมาสู้ “เพื่อไทย” จึงต้องรีบเบรกกระแสดังกล่าว พร้อมปฏิเสธข่าวว่ายังไม่มีใครถูกจองตำแหน่ง และขอโอกาสจากประชาชนอีกครั้ง รวมถึงพยายามกระทุ้งความนิยมของ “พรรคภูมิใจไทย” หวังเบียดขึ้นเป็นพรรคอันดับหนึ่ง

“จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทย  กล่าวว่า อยากฝากคำพูดไปถึงคนที่อยู่ทำเนียบรัฐบาลในวันนี้  พูดแล้วไม่ทำ ทั้งเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ การไม่แทรกแซงคดี ความโปร่งใส และการยุบสภาหนีตรวจสอบ พร้อมประกาศว่า “เวลาของคุณหมดแล้ว” และยืนยันจะพา “ดร.เชน” ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เข้าทำเนียบฯ

ด้าน “พรรคภูมิใจไทย” แม้ยังไม่ตอบโต้โดยตรง แต่เชื่อว่าไม่นานจะมีการย้อนรอยกลับไปยัง “พรรคเพื่อไทย”เช่นกัน โดยเฉพาะประเด็นนโยบายที่เคยหาเสียงไว้  ทั้งเงินดิจิทัล รถไฟฟ้า 20 บาท กาสิโน ซึ่งในช่วงที่ “เพื่อไทย” เป็นรัฐบาลกว่า 2 ปี ไม่สามารถทำได้

ขณะเดียวกัน “ภูมิใจไทย” ยังส่งฝ่ายกฎหมายร้องเรียนต่อดีเอสไอ และ ป.ป.ช. กรณี “รัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย” ปล่อยให้บริษัทเครือข่ายเจ้าพ่อสแกมเมอร์ เก็บข้อมูลม่านตาคนไทยกว่า 1.2 ล้านราย ซึ่งอาจถูกนำไปใช้ในทางมิชอบ ทั้งบัญชีม้าและอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

อีกทั้ง ดีเอสไอจะเรียก “ธรรมนัส พรหมเผ่า” ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม รวมถึง “นฤมล ภิญโญสินวัฒน์” หัวหน้าพรรคกล้าธรรม เข้าชี้แจงในฐานะพยาน

ที่น่าจับตาไม่แพ้กัน คือกรณี “พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์” รมว.ยุติธรรม สายตรงบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า เร็วๆนี้อาจมีการเปิดปฏิบัติการจับกุมผู้สมัคร สส. หรืออดีต สส. ที่เกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ จากการสืบสวนพบว่ามีผู้เกี่ยวข้องราว 10 ราย  พัวพันทั้งเว็บพนัน และขบวนการสแกมเมอร์

แม้รัฐมนตรียุติธรรมยืนยันว่า เป็นการทำงานตามหน้าที่ ไม่เกี่ยวกับการเมือง แต่หากมีการเปิดปฏิบัติการในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง พรรคใดที่เกี่ยวข้องเรื่อง เทา-ดำ  มีสิทธิ์ “แหกโค้ง” หลุดเป้าหมายได้ทันที.