นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า สนค. ได้วิเคราะห์แนวโน้มการส่งออกรายสินค้าและรายตลาดปี 69 โดยสินค้าส่งออกกลุ่มอุตสาหกรรม โอกาสเชิงโครงสร้างดิจิทัลท่ามกลางความผันผวนของมาตรการการค้าโลก สินค้ากลุ่มดาวรุ่ง ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ
ทั้งนี้ สินค้าดังกล่าวมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก จากการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งกระตุ้นความต้องการสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูง สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล สอดรับกับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และเครื่องจักรกลขั้นสูง อย่างไรก็ตาม กลุ่มสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก น้ำมันดิบ และน้ำมันสำเร็จรูป อัญมณี และเครื่องปรับอากาศ ยังคงเป็นกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังเนื่องจากได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงาน
“การชะลอตัวของกำลังซื้อกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย และกำแพงภาษีที่เข้มงวดขึ้นในตลาดสหรัฐฯ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งยกระดับมาตรฐานสินค้าสู่เทคโนโลยีอัจฉริยะและความยั่งยืน (อีเอสจี) เพื่อรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขันและเสถียรภาพทางการตลาดในระยะยาว ภายใต้มาตรการทางการค้าที่เข้มงวดขึ้นในอนาคต”
สำหรับทิศทางสินค้าส่งออกกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรปี 69 มีสินค้าที่มีโอกาสเติบโตได้ดีเป็นกลุ่มดาวรุ่ง ได้แก่ ไก่แปรรูป กุ้งสด แช่เย็น แช่แข็ง เนื้อและส่วนต่าง ๆ ของสัตว์ที่บริโภคได้ ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ได้แก่ น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันปาล์ม อาหารสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ
“มีปัจจัยหนุนจากกระแสความมั่นคงทางอาหาร เทรนด์รักสุขภาพ และกระแสเลี้ยงสัตว์เหมือนลูก ที่ยกระดับอุปสงค์สู่กลุ่มนวัตกรรมอาหารมูลค่าสูงภายใต้มาตรฐานสุขอนามัยที่เป็นยอมรับ อย่างไรก็ตาม สินค้าเกษตรที่คาดว่าจะมีแนวโน้มการส่งออกที่ชะลอตัว เช่น ยางพารา ข้าว ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป สิ่งปรุงรสอาหาร ผักกระป๋อง และผักแปรรูป เนื่องจากการเผชิญมาตรการกีดกันทางการค้าที่เข้มงวดขึ้นในตลาดสหรัฐฯ และจีน ควบคู่ไปกับแรงกดดันด้านขีดความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง จากปัจจัยค่าเงินบาทและต้นทุนการผลิตที่เสียเปรียบคู่แข่งอย่างอินเดียและเวียดนาม รวมถึงความต้องการบริโภคในตลาดโลกลดลง”
นายนันทพงษ์ฯ กล่าวส่งท้ายว่า การค้าระหว่างประเทศในอนาคตมีแนวโน้มเติบโตแบบจำกัด จากมาตรการทางการค้าที่เข้มงวดในหลายประเทศ ทำให้ไทยต้องปรับตัวในทุกมิติ การขับเคลื่อนด้วยทูตเศรษฐกิจเชิงรุก เพื่อขยายสิทธิประโยชน์ทางการค้าในตลาดศักยภาพใหม่และบรรเทาผลกระทบจากกำแพงภาษี ควบคู่ไปกับการวางรากฐานการปรับโครงสร้างทางการส่งออกและปรับระบบนิเวศทางการค้าด้วยระบบเอไอ จะช่วยลดต้นทุนแฝงและสร้างโอกาสทางการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน
ส่วนทิศทางการส่งออกไทยปี 69 อยู่ภายใต้แรงกดดันเชิงซ้อนจากอุปสงค์ประเทศคู่ค้าที่ชะลอตัวและนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ที่จะส่งผลกระทบอย่างเต็มรูปแบบ แม้สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจจะเริ่มมีทิศทางผ่อนคลาย แต่ยังมีความไม่แน่นอนในอนาคต เนื่องจากมีความเสี่ยงที่สหรัฐฯ อาจใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่เจาะจงเป้าหมายมากขึ้น หรือการเรียกเก็บภาษีสินค้าสวมสิทธิ์กับประเทศต่าง ๆ รวมถึงภาวะเงินเฟ้อโลกยังคงเป็นปัจจัยฉุดรั้งแต่ภาคการส่งออกยังมีโอกาสขยายตัว ในกลุ่มตลาดศักยภาพ โดยเฉพาะอินเดีย ตะวันออกกลาง และซีแอลเอ็มวี



