สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เมื่อวันที่ 12 ม.ค. ว่า นายกรัฐมนตรีเมตเต เฟรเดอริกเซน ผู้นำเดนมาร์ก กล่าวถึงสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับเดนมาร์ก เกี่ยวกับกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นเขตปกครองตนเองภายใต้อธิปไตยของรัฐบาลโคเปนเฮเกน ว่าตอนนี้ “เป็นช่วงเวลาชี้ชะตา” และข้อพิพาทที่ยังคงดำเนินอยู่ มีผลกระทบกว้างกว่าแค่กรีนแลนด์และเดนมาร์ก


ทั้งนี้ ผู้นำเดนมาร์กยืนยันว่า รัฐบาลพร้อมปกป้องปกป้องค่านิยมของเดนมาร์ก ในทุกอาณาเขตที่จำเป็น รวมถึงในอาร์กติกด้วย ขณะเดียวกัน เดนมาร์กเชื่อมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศ และสิทธิในการกำหนดเจตจำนงด้วยตนเองของประชาชน


แม้มีรายงานว่า คณะเสนาธิการทุกเหล่าทัพในสหรัฐ ไม่เห็นด้วยกับการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ต้องการใช้กำลังทางทหารเพื่อยึดกรีนแลนด์ ซึ่งอาจช่วยยับยั้งความต้องการของทรัมป์ไปได้อีกระยะ อย่างไรก็ดี บรรดาผู้นำในยุโรปยังคงออกมาแสดงจุดยืนเคียงข้างเดนมาร์กอย่างต่อเนื่อง อาทิ นายกรัฐมนตรีอูลฟ์ คริสเตอร์สัน ผู้นำสวีเดน ประณาม “วาทกรรมข่มขู่” ของสหรัฐ และยืนยันว่า สวีเดนและกลุ่มประเทศนอร์ดิกทุกแห่ง พร้อมอยู่เคียงข้างเดนมาร์ก พร้อมทั้งเตือนว่า หากสหรัฐยึดกรีนแลนด์สำเร็จ เสี่ยงที่จะเป็นแบบอย่าง ให้ประเทศอื่นกระทำการในลักษณะเดียวกัน


ขณะที่ พล.อ.อ.อเล็กซัส กรินเควิช ผู้บัญชาการกองกำลังพันธมิตรขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) กล่าวว่า สมาชิกนาโตกำลังหารือเกี่ยวกับสถานะของกรีนแลนด์ แม้จะยัง “ไม่มีภัยคุกคามโดยตรง” ต่อดินแดนของนาโตในตอนนี้ แต่ความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของภูมิภาคอาร์กติกกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อน้ำแข็งขั้วโลกละลายเนื่องจากภาวะโลกร้อน ทำให้เรือของรัสเซียและจีนสามารถเข้าถึงพื้นที่ได้มากขึ้น.

เครดิตภาพ : AFP