นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยกรณีที่ศาลสูงสหรัฐ อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีการใช้ภาษีตอบโต้ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เป็นการใช้อำนาจฝ่ายบริหารเกินขอบเขตของกฎหมายหรือไม่ ว่า ขณะนี้ยังไม่มีคำตัดสินขั้นสุดท้าย และคาดการณ์ว่าจะมีการออกประกาศในวันที่ 14 ม.ค.69 โดยหากผลการตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐออกมา ให้สามารถเดินหน้าภาษีต่อไป ทุกอย่างก็ยังคงเหมือนเดิม เพราะทุกคนได้มีการปรับตัว และเตรียมแผนการรับมือไว้แล้ว อย่างไรก็ตาม หากศาลพิจารณาออกมาว่าไม่สามารถเดินหน้านโยบายภาษีต่อไปได้ ก็ถือเป็นสิ่งที่จะดีต่อผู้ส่งออกไทย
“หากศาลบอกว่าทำได้ ก็ไม่มีอะไรเสีย เพราะทุกคนได้ปรับตัว และเตรียมตัวรับมือไว้แล้ว แต่หากโชคดี ศาลบอกทำไม่ได้ จะเป็นปัจจัยบวก ส่วนจะบวกมากหรือน้อยต้องติดตามต่อไป”
สำหรับภาษีนโยบายการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐ หรือภาษีตอบโต้ มีการเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากไทย 19% ลดจากเดิม 36% ซึ่งมีผลคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค.68 โดยถือเป็นอัตราที่ใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เช่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย กัมพูชา ถูกเรียกเก็บ 19% เวียดนาม 20%บรูไน 25% สิงคโปร์ 10% ส่วน สปป.ลาว และเมียนมา ถูกเรียกเก็บ 40%
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า หากศาลตัดสินว่าการเก็บภาษีตอบโต้ไม่สามารถทำได้ อัตราภาษีนำเข้าสหรัฐที่จะเก็บกับสินค้าจากทั่วโลก รวมถึงไทยจะกลับไปอยู่ที่อัตราเดิม หรือเฉลี่ยไม่เกิน 3% ส่วนภาษีนำเข้าที่ไทยเสียไปแล้วที่ 19% อาจจะต้องมีการพิจารณาขอคืนภาษี อย่างไรก็ดี เชื่อว่าสหรัฐอาจจะใช้อำนาจตามกฎหมายฉบับอื่น เพื่อใช้มาตรการภาษีต่อไป เช่น มาตรา 232 กฎหมายขยายการค้า ที่อ้างเก็บภาษีเฉพาะสินค้าที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของสหรัฐ ซึ่งเป็นการกำหนดอัตราภาษีสูงเกินกว่าอัตราภาษีปกติ โดยที่ผ่านมาสหรัฐเคยใช้มาตรการนี้ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าเหล็กและผลิตภัณฑ์ ทองแดง อะลูมิเนียมและผลิตภัณฑ์ รถยนต์ที่ 25% มาแล้ว
“หากสหรัฐใช้มาตรานี้ก็อาจจะเป็นประโยชน์ต่อไทย เพราะอย่างน้อยสินค้าส่วนใหญ่ของไทยจะไม่ถูกผลกระทบ จะเกิดผลกระทบกับเฉพาะบางรายการเท่านั้น และนอกจากนี้ ก็ยังเป็นเรื่องของมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีบางอย่าง ที่อาจจะต้องให้ติดตามพิจารณาอย่างใกล้ชิด เพราะยังมองว่าสหรัฐ หากดำเนินการบางมาตรการไม่ได้ ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ทำหรืออาจจะมีมาตรการอื่นใดออกมาเก็บภาษีต่อ”



