ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกชั่วขณะ ความร่วมมือระหว่างประเทศถูกมองว่าเป็นกลไกสำคัญในการรับมือรับมือกับวิกฤตระดับโลก แต่การตัดสินใจล่าสุดของสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ กลับสวนทางกับทิศทางดังกล่าว และสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเวทีโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
The Guardian สหราชอาณาจักร รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศถอนประเทศออกจากอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือหลักของโลกในการแก้ปัญหาโลกร้อน พร้อมกับถอนตัวจากองค์กร หน่วยงาน และคณะกรรมการระหว่างประเทศอีก 65 แห่ง โดยให้เหตุผลว่าองค์กรเหล่านี้ ‘ขัดต่อผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา’ การตัดสินใจดังกล่าวถูกระบุไว้ในบันทึกคำสั่งประธานาธิบดีที่ออกเมื่อวันพุธที่ 7 ม.ค. 2569 ที่ผ่านมา
UNFCCC ถือเป็นรากฐานของความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศระดับโลก และเป็นสนธิสัญญาที่ทุกประเทศในโลกให้การรับรองมาตลอด 34 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้น โดยวุฒิสภาสหรัฐฯ ได้ให้สัตยาบันตั้งแต่ปี 1992 อย่างไรก็ตาม ทรัมป์มีท่าทีไม่เชื่อวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศมาโดยตลอด ทั้งยังเคยเรียกปัญหาโลกร้อนว่าเป็น ‘เรื่องหลอกลวง’ และตลอดช่วงดำรงตำแหน่ง เขาได้ชะลอและขัดขวางนโยบายพลังงานสะอาดหลายด้าน พร้อมเดินหน้าสนับสนุนอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นต้นเหตุของคลื่นความร้อน พายุ น้ำท่วม ภัยแล้ง และความขัดแย้งที่กระทบผู้คนทั่วโลกนับพันล้านคน
‘ไซมอน สตีล’ เลขาธิการบริหารของ UNFCCC กล่าวว่าการถอนตัวครั้งนี้เป็นการทำร้ายตัวเองครั้งใหญ่ พร้อมเตือนว่าการปฏิเสธความร่วมมือระหว่างประเทศและองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ จะส่งผลเสียโดยตรงต่อเศรษฐกิจ การจ้างงาน และคุณภาพชีวิตของชาวอเมริกัน โดยเฉพาะในช่วงที่ไฟป่า น้ำท่วม และพายุขนาดใหญ่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว สตีลย้ำว่าสหรัฐฯ จะมีทั้งความมั่นคงและความมั่งคั่งลดลงจากการตัดสินใจเช่นนี้
ด้านเสียงวิจารณ์ภายในประเทศก็รุนแรงไม่แพ้กัน ‘จีนา แมคคาร์ธี’ อดีตที่ปรึกษาด้านสภาพภูมิอากาศระดับสูงในรัฐบาลโจ ไบเดน กล่าวว่าการตัดสินใจดังกล่าวเป็นเรื่อง ‘ขาดวิสัยทัศน์ น่าอับอาย และโง่เขลา’ เธอชี้ว่าสหรัฐฯ กำลังละทิ้งบทบาทผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศที่สั่งสมมาหลายทศวรรษ และกำลังสูญเสียอำนาจในการกำหนดทิศทางการลงทุนและนโยบายมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งอาจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและลดความเสียหายจากภัยพิบัติได้
‘มานิช บัฟนา’ ประธานสภาป้องกันทรัพยากรธรรมชาติ (NRDC) มองว่าการถอนตัวจาก UNFCCC เป็นความผิดพลาดที่ไม่จำเป็น และจะยิ่งทำให้สหรัฐฯ เสียเปรียบในการแข่งขันกับจีน ซึ่งกำลังก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีพลังงานสะอาดของโลก เขาระบุว่า ในขณะที่รัฐบาลทรัมป์ถอยออกจากเวทีโลก ประเทศอื่นๆ กลับเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และดึงดูดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลจากการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้
ไม่เพียงเท่านี้ บันทึกจากทำเนียบขาวยังระบุด้วยว่า สหรัฐฯ จะถอนตัวออกจากคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ซึ่งเป็นองค์กรวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศระดับสูงสุดของสหประชาชาติ รวมถึงองค์กรสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศอีกหลายแห่ง เช่น สำนักงานพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ พันธมิตรพลังงานแสงอาทิตย์นานาชาติ และสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยประกาศถอนสหรัฐฯ ออกจากความตกลงปารีส และรัฐบาลของเขายังปฏิเสธส่งผู้แทนเข้าร่วมการประชุมสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติที่บราซิลเมื่อปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก UNFCCC เป็นสนธิสัญญาที่ผ่านการให้สัตยาบันจากวุฒิสภาแล้ว นักกฎหมายจึงตั้งคำถามว่าประธานาธิบดีสามารถถอนตัวได้ฝ่ายเดียวหรือไม่และรัฐบาลในอนาคตจะสามารถกลับเข้าร่วมกรอบความร่วมมือนี้ได้โดยไม่ต้องผ่านการลงมติใหม่หรือไม่? ซึ่ง ‘ฌอง ซู’ ผู้อำนวยการด้านความยุติธรรมพลังงาน จากศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ เตือนว่า หากปล่อยให้การกระทำเช่นนี้ดำเนินต่อไป สหรัฐฯ อาจถูกตัดขาดจากการทูตด้านสภาพภูมิอากาศอย่างถาวร
‘มาร์โก รูบิโอ’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ออกมาชี้แจงว่า ข้อตกลงและองค์กรที่ถูกยกเลิกความร่วมมือ มักถูกครอบงำด้วยอุดมการณ์ก้าวหน้าและไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของชาติ แต่ในอีกด้านหนึ่ง วิกฤตสภาพภูมิอากาศกลับเป็นข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ที่กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและชีวิตผู้คนอย่างเป็นรูปธรรม ในสหรัฐฯ ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงและเกิดถี่ขึ้น กำลังทำให้บริษัทประกันภัยถอนตัวออกจากหลายรัฐ และเริ่มบ่อนทำลายตลาดอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่นักวิทยาศาสตร์เตือนว่าอุณหภูมิโลกกำลังจะทะลุขีดจำกัดที่นานาชาติเคยตกลงกันไว้
‘ลอเรน แบล็กฟอร์ด’ ผู้อำนวยการบริหาร Sierra Club กล่าวว่า ในวาระครบรอบหนึ่งปีของไฟป่าครั้งใหญ่ที่คร่าชีวิตผู้คนและสร้างความเสียหายในลอสแอนเจลิส การตัดสินใจของทรัมป์ยิ่งสะท้อนชัดว่าเขาไม่สนใจที่จะปกป้องความปลอดภัยและสุขภาพของชาวอเมริกันจากผลกระทบที่ทวีความรุนแรงขึ้นของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ พร้อมย้ำว่านี่ไม่ใช่ภาวะผู้นำ แต่คือความขลาดกลัว
เช่นเดียวกันกับ ‘อัล กอร์’ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนักเคลื่อนไหวด้านสภาพภูมิอากาศ ระบุว่ารัฐบาลทรัมป์เพิกเฉยต่อปัญหาโลกร้อนมาตั้งแต่วันแรก ทั้งการถอนตัวจากความตกลงปารีส การรื้อโครงสร้างวิทยาศาสตร์ของประเทศ การจำกัดการเข้าถึงข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการยุติการลงทุนสำคัญด้านพลังงานสะอาด โดยเขาชี้ว่าการดำเนินการเหล่านี้เอื้อประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมน้ำมันและมหาเศรษฐี ขณะที่โลกและผู้คนต้องเผชิญความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น
นอกจากองค์กรด้านสภาพภูมิอากาศแล้ว สหรัฐฯ ยังเตรียมถอนตัวจากหน่วยงานระหว่างประเทศอื่นๆ อีกหลายแห่ง ตั้งแต่องค์กรด้านพลังงานปลอดคาร์บอน มหาวิทยาลัยแห่งสหประชาชาติ ไปจนถึงองค์กรด้านวัฒนธรรมและทรัพยากรธรรมชาติ โดยกระทรวงการต่างประเทศระบุว่ายังมีการทบทวนความร่วมมือเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง
การตัดสินใจครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนจุดยืนของรัฐบาลทรัมป์ต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แต่ยังตั้งคำถามถึงบทบาทของสหรัฐอเมริกาในเวทีโลก ว่าในวันที่โลกต้องการความร่วมมือมากที่สุด ประเทศมหาอำนาจจะเลือกยืนอยู่ตรงไหนของประวัติศาสตร์


