เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 12 ม.ค. 69 ที่โรงเรียนเชียงใหม่ประชานุสรณ์ จ.ร้อยเอ็ด พรรคกล้าธรรม (กธ.) เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม และ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม ร่วมขึ้นเวทีช่วยหาเสียงให้กับผู้สมัคร สส.ร้อยเอ็ด ของพรรคกล้าธรรม ได้แก่ นายเอกรัฐ พลซื่อ ผู้สมัคร สส.เขต 2 นางรัชนี พลชื่อ ผู้สมัคร สส.เขต 3 นายนีโอ พลซื่อ ผู้สมัคร สส.เขต 4 น.ส.วรินดา วรกาญจนบุญ ผู้สมัคร สส.เขต 5 และ นายพิชัย น้ำกระจาย ผู้สมัคร สส.เขต 6 โดยบรรยากาศการปราศรัยเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนชาวร้อยเอ็ดเดินทางมาร่วมรับฟังอย่างเนืองแน่น จนล้นพื้นที่ภายในโรงเรียน


ศ.ดร.นฤมล กล่าวปราศรัยช่วงหนึ่งว่า ปัญหาหนี้สินของประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร เป็นปัญหาเรื้อรังที่ต้องแก้ไขอย่างเป็นระบบ พรรคกล้าธรรมมีแนวคิดรวมหนี้ไว้ที่ศูนย์กลาง เพื่อลดภาระดอกเบี้ยให้กับประชาชน พร้อมผลักดันให้มีธนาคารประชาชนที่จะมาช่วยดูแล เพราะทุกวันนี้สถาบันการเงินของรัฐ โดยเฉพาะธนาคารที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตร อย่างเช่น ธ.ก.ส. ก็คิดอัตราดอกเบี้ยสูง ทำใหัเกษตรกรที่ทำงานหนัก ทำเกษตรกรรมเลี้ยงประเทศ แต่กลับต้องแบกรับดอกเบี้ยแพง


“พรรคกล้าธรรม เราจะปรับโครงสร้างหนี้ ลดดอกเบี้ย ให้กับเกษตรกรและครู อาจารย์ทั่วประเทศ และเราจะจัดสรรที่ดินทำกินให้เกษตรกร ยึดที่ดินผิดกฎหมายจากนายทุนคืนให้เกษตรกร พร้อมผลักดันการเปลี่ยนที่ดิน ส.ป.ก.4-01 เป็นโฉนดเพื่อการเกษตรให้ชาวบ้าน และยกระดับเป็นโฉนดครุฑแดง สิ่งที่เราพูดไม่ใช่การขายฝัน เพราะกล้าธรรมเป็นพรรคที่ลงมือทำจริง โดยมีผลงานของ ร.อ.ธรรมนัส เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า เมื่อพูดแล้วทำได้จริงในหลายเรื่องที่ผ่านมา” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ด้าน ร.อ.ธรรมนัส กล่าวปราศรัยว่า จ.ร้อยเอ็ด เป็นจังหวัดแรกที่พรรคกล้าธรรมเลือกมาเปิดเวทีใหญ่ เพราะเชื่อมั่นในพี่น้องประชาชน และต้องการพิสูจน์ว่านโยบายของพรรคเป็นนโยบายที่ “จับต้องได้ ทำได้จริง” ไม่ใช่นโยบายขายฝัน ตลอดระยะเวลาที่ดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตนให้ความสำคัญกับการยกระดับราคาข้าวหอมมะลิ ซึ่งเป็นสินค้าหลักของจังหวัดร้อยเอ็ด และตนก็ทำได้ นอกจากนี้ ยังพร้อมดูแลปัญหาน้ำ และการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับฤดูกาล เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง

“พรรคกล้าธรรมมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การศึกษา การท่องเที่ยว และสวัสดิการสังคม โดยยึดหลักนโยบายที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงภายในกรอบเวลา 4 ปี” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว
ขณะที่ นายเอกรัฐ พลซื่อ ผู้สมัคร สส.ร้อยเอ็ด เขต 2 พรรคกล้าธรรม กล่าวว่า ตนได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่ในพรรคให้ทำงานในตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และมีโอกาสช่วยงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำให้ได้เรียนรู้การทำงานเชิงพื้นที่จากผู้บริหารระดับประเทศ ประสบการณ์ที่ได้รับจากการลงพื้นที่ทั่วทุกภาค จะนำมาปรับใช้เพื่อแก้ไขปัญหาของชาวร้อยเอ็ดอย่างตรงจุด และยืนยันว่า ที่ผ่านพิสูจน์แล้วว่า ตนไม่เคยทอดทิ้งพื้นที่ แม้ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งก็ตาม แต่พร้อมเดินหน้าผลักดันประโยชน์ให้กับประชาชนอย่างเต็มความสามารถ

ภายหลังการปราศรัย ร.อ.ธรรมนัส ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า พรรคกล้าธรรมมีความมั่นใจในสนามเลือกตั้ง จ.ร้อยเอ็ด เนื่องจากนโยบายของพรรคเป็นนโยบายที่ประชาชนสัมผัสได้จริง และผู้สมัครมีความใกล้ชิดกับพื้นที่มาอย่างยาวนาน โดยพรรคไม่ได้ยึดติดกับตัวเลขจากโพลสำนักต่าง ๆ แต่เชื่อมั่นในเสียงตอบรับจากการลงพื้นที่จริง ซึ่งประชาชนให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

เมื่อถามถึง ความกังวลต่อการเลือกตั้งครั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยืนยันว่า ไม่มีอะไรหนักใจ แม้จะมีผลสำรวจความคิดเห็นจากหลายสำนัก แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเสียงสะท้อนจากการลงพื้นที่จริง ยกตัวอย่างการลงพื้นที่จังหวัดปทุมธานีและนครนายก ที่ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากประชาชน สื่อหลายสำนักก็ประเมินพรรคกล้าธรรมอยู่ในอันดับต้น ๆ พร้อมย้ำว่า พรรคมีอดีต สส.จากการเลือกตั้งปี 2566 มากกว่า 50 คน ซึ่งเป็นบุคลากรคุณภาพ และยังคัดเลือกผู้สมัครกว่า 100 คน ที่มีศักยภาพลงสนามเลือกตั้งครั้งนี้ จึงมั่นใจว่า พรรคจะไม่เป็นรองใคร ขอให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินผลลัพธ์ในวันเลือกตั้งที่จะมาถึง ทุกการเลือกตั้งตนเป็นรองเสมอ แต่เมื่อโค้งสุดท้าย ตนไม่เคยแพ้ใคร


นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังกล่าวว่า จากประสบการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา เห็นชัดว่านโยบายที่ไม่สามารถทำได้จริง ย่อมไม่ก่อให้เกิดผลสำเร็จ พรรคกล้าธรรมจึงยึดหลักเสนอเฉพาะนโยบายที่สามารถปฏิบัติได้ ภายใต้กรอบเวลาการทำงานของรัฐบาล 4 ปี โดยคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนต้องทำได้จริง เพราะหากทำไม่ได้จะส่งผลเสียมากกว่าผลดี.




