นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน เปรียบเทียบสถานการณ์ทางการเมืองในตอนนี้ เหมือนเกมฟุตบอล ที่ “โดนเพรสซิ่งหนัก” ถูกโจมตีด้วยคำถามเดิมๆ ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า สิ่งที่ห้ามทำเลยคือ ตอบคำถามเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา เหมือนพยายามเลี้ยงบอลฝ่าผู้เล่นตรงข้าม 3-4 คน แทนที่จะส่งบอลให้เพื่อนที่ว่าง

รองหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุในโพสต์อีกว่า เมื่อถูกถามมาก จนแสดงอารมณ์หงุดหงิด และพูดโต้เถียง ก็เหมือนตัวเองเป็นผู้เล่นที่หัวเสีย และจงใจทำฟาวล์ ก็จะโดนใบเหลือง หรือใบแดง ต่อให้ตอบชัดแค่ไหน ก็ยังถูกถามให้ตอบแล้วตอบอีก เหมือนถูกเพรส จนขึ้นเกมไม่ได้ และต้องส่งบอลคืนหลัง สุดท้ายก็นำเสนอนโยบายอะไรใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์กับประชาชนไม่ได้เลย

นายวิโรจน์ บอกต่อไปว่า วิธีการ “แก้เพรส” ทางการเมือง ก็ไม่ต่างจากในสนามฟุตบอล ต้องกล้าที่จะทิ้งบอลยาวไปยังที่ว่างข้ามแนวเพรส ถ้าจะต้องตอบคำถามเดิมๆ ที่ถูกนำมาโจมตี ก็ให้ตอบแบบกะทัดรัดที่สุด แค่ 20-30 วินาทีก็พอ แล้วเปลี่ยนประเด็นไปที่นโยบายอื่น หรือวาระอื่น ที่ต้องการนำเสนอทันที อย่าติดหล่มกับเรื่องเดิมๆ

“บางทีไม่มีใครมาถามแท้ๆ แต่ตัวเราเองนั่นล่ะ ที่ยังมัวแต่ทำคอนเท้นต์ จับจดพูดแต่เรื่องเดิมๆ อยู่นั่น พอมีคนมาแหย่หน่อย ก็ไปลุยตอบเสียยาวจนเป็นเรื่องใหญ่ จำไว้นะครับเจอบอลเพรสต้องพยายามถ่ายบอลไปยังที่ว่างอีกฟากหนึ่ง ต้องเล่นบอลเร็ว จ่ายบอลต้องแม่น อย่าเล่นมากจังหวะ อย่ายึกยักเยอะ เดี๋ยวจะเสียบอล”

นอกจากนี้ ยังต้องเพิ่มจำนวนผู้เล่นในพื้นที่สร้างสรรค์ ระดมแกนนำให้มาช่วยกันทำงานนำเสนอนโยบาย หรือขับเคลื่อนเชิงประเด็นอื่นๆ ถ้าเปรียบเทียบกับโลกฟุตบอล ก็เหมือนกับการให้ผู้เล่นคนสำคัญอื่นๆ พยายามวิ่งหาที่ว่าง และอยู่ในสภาพที่พร้อมจะเล่นบอล เมื่อเพื่อนจ่ายบอลแทงทะลุช่องมา แนวเพรสของฝ่ายตรงข้ามก็จะแตก ทีนี้ก็เซ็ตเกมเข้าทำ แล้วสวนกลับแล้วทำประตูเลยครับ

ภาพประกอบ ฟูแล่ม ไล่ เพรสซิ่ง ลิเวอร์พูล (AFP)

ข้อความทั้งหมด ดังนี้

ใครที่ติดตามฟุตบอลคงเคยเห็นภาพ ทีมที่ถูกฝ่ายตรงข้ามกดดัน จนแทบไม่มีที่หายใจ ผู้เล่นตื่นตระหนก ส่งบอลผิดพลาด และท้ายที่สุดก็เสียประตู นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “การเพรสซิ่ง” (Pressing)

น่าสนใจที่ในโลกการเมือง เราก็เห็นภาพคล้ายกันนี้เช่นกัน เมื่อพรรคการเมืองถูกสื่อ และฝ่ายตรงข้ามรุมโจมตีด้วยคำถาม และวาทกรมมชุดเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา จนกระทั่งไม่สามารถนำเสนอนโยบายใหม่ๆ ได้เลย ยิ่งพยายามตอบคำถามเดิมมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งติดกับดักลึกเข้าไปทุกที

ในโลกฟุตบอล ทีมที่เล่นเพรสซิ่งจะส่งผู้เล่น 2-3 คน วิ่งรุมกดดันผู้เล่นที่ครองบอล ปิดทางส่งบอล และบังคับให้ตัดสินใจรีบเร่ง เป้าหมายไม่ใช่แค่แย่งบอล แต่เพื่อให้คู่ต่อสู้ทำผิดพลาด และเสียจังหวะ

ในทางการเมืองก็เช่นกัน เมื่อพรรคหนึ่งถูกโจมตีด้วยคำถามเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า กลไกการทำงานก็คล้ายกับการถูกเพรสซิ่งในสนามฟุตบอล

ไม่ว่าไปไหน ทำอะไร ก็จะถูกถามด้วยคำถามเดิมในทุกเวที ทุกโอกาส ไม่ว่าจะตอบอย่างไร ก็จะมีคำถามในเรื่องนั้นตามมาอีก ไม่จบไม่สิ้น ถ้าตอบก็ติดกับดัก ถ้าไม่ตอบก็ถูกหาว่าหนี ทำให้เราไม่สามารถโฟกัส และสื่อสารนโยบายหลักอื่นๆ ได้เลย

สิ่งที่ผมอยากจะบอกว่าห้ามทำเลย ก็คือ การตอบคำถามเดิมซ้ำไปซ้ำมา ยิ่งถูกถามก็ยิ่งตอบ ยิ่งถูกแซะก็ยิ่งโต้ ยิ่งลงลึกยิ่งพัวพัน เหมือนกับเราถูกผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามเพรส แล้วพยายามเลี้ยงฝ่าออกไปท่ามกลางผู้เล่นฝ่ายตรงข้าม 3-4 คน แทนที่จะส่งบอลไปให้เพื่อนในพื้นที่ว่าง ยิ่งพูดเรื่องเดิมๆ มากเท่าไหร่ วาทกรรมของฝ่ายตรงข้ามก็ยิ่งฝังแน่น ประชาชนจะจดจำแต่คำถาม ไม่ได้จำคำตอบ สิ้นเปลืองพลังงาน และเวลากับประเด็นเดิมๆ แทนที่จะพูดเรื่องใหม่ๆ

ยิ่งถ้าเราถูกถามมาก จนแสดงอารมณ์หงุดหงิด และพูดโต้เถียง ก็เหมือนเราเป็นผู้เล่นที่หัวเสีย และจงใจทำฟาวล์ฝ่ายตรงข้าม ทีนี้ก็ได้ใบเหลืองสิครับ พอได้ใบเหลืองแล้ว จะทำอะไร ก็ต้องระมัดระวังตัว เพราะถ้าได้ใบเหลืองใบที่สอง ก็จะถูกใบแดงไล่ออกจากสนาม

เชื่อไหมครับว่าต่อให้ตอบชัดแค่ไหน ก็ยังถูกถามให้ตอบแล้วตอบอีก ก็เหมือนกับเราถูกเพรส จนขึ้นเกมไม่ได้ และต้องส่งบอลคืนกลับมาหาผู้รักษาประตูอยู่ตลอด จนในที่สุดก็จะถูกบีบจนลึกเข้ามาในเขตโทษของตัวเอง สุดท้ายก็นำเสนอนโยบายอะไรใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์กับประชาชนไม่ได้เลย

ยิ่งถ้าเราเลยจุดของความหงุดหงิด แล้วเผลอไปมีวิวาทะกับคนถามด้วยแล้ว นี่เหมือนกับได้ใบแดงทางตรง และถูกไล่ออกจากสนามเลยนะครับ หน้าข่าวก็จะเต็มไปด้วยข่าววิวาทะ คนนั้นด่าเรา แล้วเราก็ด่ากลับ วนลูปไม่ออกไปไหน ไม่มีพื้นที่ในการนำเสนอนโยบายอะไรใหม่ๆ ยิ่งถ้าถูกฟ้องด้วย ยิ่งแย่เลยครับ แทนที่จะไปหาเสียง ต้องมามีภาระทางคดีอีก

ยิ่งตอบไปตอบมาอิงตามกระแสที่ถาโถม โดยหลงลืมจุดยืน ยิ่งเหมือนอยู่ในสภาพที่ผู้เล่นวิ่งวนไปมาในสนามแบบไร้ทิศทาง เหมือนกับเราลุกลี้ลุกลนจนตอบผิดตอบถูก แล้วก็จะมีคนตัดเอาข้อความช่วงที่เราตอบผิดไปเผยแพร่ซ้ำ ให้ประชาชนเข้าใจผิด ทีนี้ก็ไปกันใหญ่เลยครับ

พอเป็นเช่นนี้ คนที่ครองบอล ก็ไม่รู้ว่าจะส่งบอลไปทางไหน จะทิ้งบอลไปยังที่ว่างก็ไม่กล้า เพราะไม่แน่ใจว่าเพื่อนร่วมทีมเรามีสมาธิที่พร้อมที่จะวิ่งไปรับบอลหรือยัง ต่างคนต่างต้องแก้ตัวแทนเพื่อนที่ตอบผิดตอบถูก ต้องมาตอบคำถามว่าทำไมเพื่อนของเราตอบแบบนั้น ทำไมเพื่อนของเราถึงพูดแบบนี้ งงกันทั้งทีมครับ

วิธีการ “แก้เพรส” ทางการเมือง จริงๆ ก็ไม่ต่างจากในสนามฟุตบอลหรอกครับ ผมคิดว่า เราต้องกล้าที่จะทิ้งบอลยาวไปยังที่ว่างข้ามแนวเพรส ถ้าจะต้องตอบคำถามเดิมๆ ที่ถูกนำมาโจมตี ก็ให้ตอบแบบกะทัดรัดที่สุด แค่ 20-30 วินาทีก็พอ แล้วเปลี่ยนประเด็นไปที่นโยบายอื่น หรือวาระอื่น ที่ต้องการนำเสนอทันที อย่าติดหล่มกับเรื่องเดิมๆ บางทีไม่มีใครมาถามแท้ๆ แต่ตัวเราเองนั่นล่ะ ที่ยังมัวแต่ทำคอนเท้นต์ จับจดพูดแต่เรื่องเดิมๆ อยู่นั่น พอมีคนมาแหย่หน่อย ก็ไปลุยตอบเสียยาวจนเป็นเรื่องใหญ่ จำไว้นะครับเจอบอลเพรสต้องพยายามถ่ายบอลไปยังที่ว่างอีกฟากหนึ่ง ต้องเล่นบอลเร็ว จ่ายบอลต้องแม่น อย่าเล่นมากจังหวะ อย่ายึกยักเยอะ เดี๋ยวจะเสียบอล

ต่อมาก็ต้องเพิ่มจำนวนผู้เล่นในพื้นที่สร้างสรรค์ ต้องระดมแกนนำให้มาช่วยกันทำงานนำเสนอนโยบาย หรือขับเคลื่อนเชิงประเด็นอื่นๆ ถ้าเปรียบเทียบกับโลกฟุตบอล ก็เหมือนกับการให้ผู้เล่นคนสำคัญอื่นๆ พยายามวิ่งหาที่ว่าง และอยู่ในสภาพที่พร้อมจะเล่นบอล เมื่อเพื่อนจ่ายบอลแทงทะลุช่องมา แนวเพรสของฝ่ายตรงข้ามก็จะแตก ทีนี้ก็เซ็ตเกมเข้าทำ แล้วสวนกลับแล้วทำประตูเลยครับ

เวลาเจอบอลเพรส เราต้องมีสมาธิ และเล่นบอลละเอียด อย่าไปหงุดหงิด เล่นผิดพลาด จ่ายเบี้ยว จนเสียบอล ในทางการเมืองก็คือ เราต้องสุขุม ใจเย็น สุภาพ มีวุฒิภาวะ เหมือนกับฝ่ายที่ถูกเพรสต้องพยายามครองบอลให้เหนียวเหนียวแน่น ไม่เสียบอลง่าย เผลอๆ ผู้เล่นที่เข้ามาเพรส ถ้ามาพูดจาแรงใส่เรา อาจจะมีกระแสตีกลับ เหมือนกับทำฟาล์วเองก็ได้ พอเรียกฟาล์วได้ ก็จะมีโอกาสตั้งเกมเล่นลูกตั้งเตะ หรือลูกเซ็ตพีซอีกด้วย

พอเราเจอคำถามกดดันมา ถ้าเราไม่รู้จริงอย่าฝืนที่จะตอบครับ ไม่ใช่ต้องโต้ตลอด มันจะเหมือนกับความพยายามจะเลี้ยงฝ่าดงผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามในพื้นที่คับขันยังไงยังงั้น เราต้องให้เพื่อนที่รู้จริงในเรื่องนั้นเป็นคนตอบ ก็เหมือนกับการส่งบอลให้กับเพื่อนร่วมทีมที่มีทักษะในการครองบอลที่เหนียวแน่น ถูกแย่งบอลยากนั่นล่ะครับ แล้วค่อยให้เพื่อนคนนั้นจ่ายบอลไปยังที่ว่าง เพื่อเปิดประเด็นการนำเสนอนโยบายอะไรใหม่ๆ

ในท้ายที่สุด การถูกเพรสซิ่งทางการเมืองเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย เราจำเป็นต้องแก้เพรสอย่างมีสติ ไม่ลืมแนวการเคลื่อนที่ในยามมีบอล และไม่มีบอล ที่เพียรซ้อมกันมา รักษาจังหวะการเล่นไว้ให้ได้ และที่สำคัญที่สุด คือ การถ่ายบอลไปยังที่ว่าง หาทางสวนกลับด้วยการสื่อสารนโยบาย ที่เป็นรูปธรรมเพื่อประชาชน ก็จะเหมือนการทิ้งบอลไปยังที่ว่างหลังแนวเพรส เพื่อสวนกลับเข้าไปทำประตู

ในสนามฟุตบอล ทีมที่ชนะไม่ใช่ทีมที่ถูกเพรสน้อยที่สุด แต่เป็นทีมที่แก้เพรสได้ดีที่สุด และทำประตูได้มากกว่า ในการเมืองก็เช่นกัน พรรคที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่พรรคที่ไม่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่เป็นพรรคที่รับมือกับการวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างชาญฉลาด และใช้ความจริงใจในการนำเสนอนโยบายอื่นๆ จนได้รับการยอมรับในที่สุด นี่ล่ะครับการแก้เพรสทางการเมือง

(ข้อความจากเฟซบุ๊ก : Wiroj Lakkhanaadisorn  (วิโรจน์ ลักขณาอดิศร))