อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์อาจไม่ได้เป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันดับต้นๆ ของประเทศ แต่กลับมีบทบาทสำคัญต่อการลดคาร์บอนของภาคอุตสาหกรรมไทย ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า แม้ภาคปูนซีเมนต์จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียงราว 5.4% ของการปล่อยทั้งหมดของประเทศ แต่เมื่อพิจารณาเฉพาะภาคการผลิต ตัวเลขกลับสูงถึงก 51% สะท้อนว่า หากไทยต้องการเดินหน้าไปสู่เป้าหมาย Net Zero อุตสาหกรรมนี้คือหนึ่งในจุดที่ไม่อาจมองข้ามได้

ขณะเดียวกัน ประสิทธิภาพด้านพลังงานของอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทยยังเป็นประเด็นที่น่ากังวล ในปี 2020-2022 แม้กำลังการผลิตจะลดลงเกือบ 10% แต่การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กลับลดลงเพียงประมาณ 5% เท่านั้น ภาพที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า การลดคาร์บอนยังไม่สอดคล้องกับการหดตัวของการผลิต และมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่งเริ่มเห็นผลอย่างจริงจังในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

CBAM ตัวเร่งเกมแข่งขัน

แรงกดดันที่เร่งให้อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทยต้องปรับตัว คือกลไกการปรับคาร์บอนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป หรือ CBAM ซึ่งมีเป้าหมายเก็บต้นทุนคาร์บอนจากสินค้านำเข้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง ปัจจุบัน ปูนซีเมนต์ไทยมีค่าการปล่อยเฉลี่ยราว 0.86 ตันก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ต่อการผลิตปูนซีเมนต์ 1 ตัน สูงกว่าคู่แข่งหลักในภูมิภาคอย่างอินเดียและเวียดนาม

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า หากอุตสาหกรรมยังไม่เร่งปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีอย่างจริงจัง ภายในปี 2030 ปูนซีเมนต์ไทยอาจเริ่มสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านราคาในตลาดยุโรป เนื่องจากต้นทุนคาร์บอนภายใต้ CBAM จะทำให้ราคานำเข้าสูงกว่าการผลิตภายในสหภาพยุโรปเอง แม้ในช่วงแรกจะยังมีการให้สิทธิปล่อยก๊าซเรือนกระจกฟรี แต่สิทธินี้จะทยอยหมดลงภายในปี 2034 และทำให้ต้นทุนคาร์บอนปรากฏชัดเจนมากขึ้นในระยะยาว

3 แนวทางลดคาร์บอนเพื่อรักษาตลาด

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ว่า อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทยจำเป็นต้องเดินหน้าปรับตัวผ่าน 3 แนวทางเทคโนโลยีควบคู่กัน

  1. ลดสัดส่วนปูนเม็ด ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่ปล่อยคาร์บอนสูงที่สุด โดยหันมาใช้ปูนซีเมนต์ผสม หรือ Blended Cement ที่ใช้วัสดุทางเลือก เช่น ดินเหนียวเผา เข้ามาทดแทน การลดสัดส่วนปูนเม็ดลง 10% สามารถช่วยลดภาระต้นทุนคาร์บอนได้ใกล้เคียงกัน และช่วยพยุงความสามารถในการแข่งขันด้านราคาได้ในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้มีข้อจำกัด เพราะยังต้องรักษาความแข็งแรงของวัสดุก่อสร้างไว้
  2. ใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน เพื่อจัดการก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตปูนเม็ด ซึ่งเป็นการปล่อยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทยคาดว่า ภายในปี 2050 จะต้องดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้มากกว่า 13 ล้านตันต่อปี แต่ด้วยต้นทุนที่ยังสูง เทคโนโลยีนี้จึงยังต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากภาครัฐ
  3. เปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ด้วยการใช้เชื้อเพลิงทางเลือก เช่น ชีวมวลและเชื้อเพลิงจากขยะ ซึ่งผู้ผลิตรายใหญ่ของไทยเริ่มดำเนินการแล้ว และบางรายสามารถเพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงทางเลือกได้มากกว่า 30% ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ขณะที่ในอนาคต อุตสาหกรรมยังอาจเห็นการทดลองใช้เทคโนโลยีไฟฟ้าให้ความร้อนขั้นสูง ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาในยุโรป

บทบาทภาครัฐ ตัวแปรการเปลี่ยนผ่าน

แม้ภาคเอกชนจะเป็นผู้ลงทุนหลักในการลดคาร์บอน แต่การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมทั้งระบบไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากขาดแรงหนุนจากภาครัฐ รายงานเสนอว่า ไทยควรเร่งสร้างความชัดเจนด้านอุปสงค์ โดยใช้มาตรการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่กำหนดให้โครงการของรัฐเลือกใช้ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำเป็นมาตรฐาน เพื่อสร้างตลาดรองรับและลดความเสี่ยงในการตัดสินใจลงทุนของผู้ประกอบการ

นอกจากนี้ การผลักดัน Thailand Taxonomy ให้ถูกนำไปใช้จริงในภาคการเงิน จะช่วยให้สถาบันการเงินสามารถออกสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ควบคู่กับการปรับปรุงกฎหมายอาคาร โดยกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วยวัสดุก่อสร้าง และค่อย ๆ เพิ่มความเข้มงวดตามระยะเวลา เพื่อให้ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำกลายเป็นมาตรฐานหลักของตลาดในอนาคต

CBAM ไม่ได้เป็นเพียงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของยุโรป แต่สะท้อนว่ากติกาการค้าโลกกำลังเปลี่ยนไป ผู้ผลิตที่ปรับกระบวนการผลิตให้ปล่อยคาร์บอนต่ำได้เร็ว จะยังคงรักษาตลาดส่งออกไว้ได้ ขณะที่ผู้ที่ปรับตัวช้า มีแนวโน้มต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น และเสียเปรียบในการแข่งขันในระยะยาว