เมื่อวันที่ 15 ม.ค. ที่ตลาดนัดโรงแรมราชาโฮเทล อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย พรรคเพื่อไทย นำโดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเพื่อไทย ขึ้นเวทีปราศรัยช่วย น.ส.ชนก จันทาทอง ผู้สมัคร สส.หนองคาย เขต 2 หาเสียง โดยมีนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ร่วมขึ้นเวทีด้วย
โดยนายจุลพันธ์ กล่าวว่า หลายคนบอกว่าทำไมพรรคเพื่อไทยโชคดีจับได้เบอร์ 9 แต่พรรคอื่นจับได้หมายเลขสองหลักหมด อย่างบางพรรคจับได้หมายเลข 37 หรือ 46 บวกกันบอดหมด มีพรรคเพื่อไทยป๊อก 9 อยู่พรรคเดียว วันนี้เหมือนดวงชะตาฟ้าลิขิตให้พรรคเพื่อไทยเดินหน้าสู่การเป็นรัฐบาล เดินหน้าทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน พรรคเพื่อไทยเดินหน้าสู่การเลือกตั้งครั้งนี้ ในวันที่เราถูกมองว่าตกต่ำ กลายเป็นฝ่ายค้าน แต่ที่ตนได้รับตำแหน่งหัวหน้าพรรค ตนรู้สึกภูมิใจ และยังมีความเชื่อมั่นว่า พรรคเพื่อไทยยังอยู่ในหัวใจของประชาชน เราเหมือนฟ้าประทาน ได้นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ มาเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคคนใหม่ พรรคเพื่อไทยส่งแคนดิเดตนายกฯ ลงเลือกตั้งทุกครั้ง ก็ชนะทุกครั้ง ดังนั้น การเลือกตั้งครั้งนี้ก็ขอให้ประชาชนเลือกพรรคเพื่อไทยทั้งคนทั้งพรรค ให้พรรคเพื่อไทยยกจังหวัด

ขณะที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทยปราศรัยช่วงหนึ่ง ว่า วันนี้การเลือกตั้งเหลือเวลาอีกแค่ 20 กว่าวัน การวิเคราะห์วันนี้บอกว่ามีเพียง 3 พรรคที่จะมีสิทธิได้ตั้งรัฐบาล เป็นนายกฯ คือพรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชน ไม่ว่าใครจะบอกว่าใครจะมาที่ 1 ที่ 2 หรือที่ 3 แต่พรรคเพื่อไทยมั่นใจ เพราะทำโพลเองมาตลอด นายยศชนัน คะแนนนิยมดีวันดีคืน ฉะนั้น จึงมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยเป็นที่ 1 แน่นอน และหากพรรคเพื่อไทยเป็นที่ 1 นายกฯ คือนายยศชนัน ไม่มียกมือให้คนอื่น ไม่มีหรอกว่าเพื่อไทยได้ที่ 1 แล้วจะไปยกมือให้ภูมิใจไทยซึ่งได้ที่ 3 เหมือนที่สีส้มยกให้
นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า พรรคสีน้ำเงินกับสีส้ม อยู่ๆ ก็ถูกหวยกัน สีน้ำเงินมีอยู่ 70 เสียง ได้เป็นนายกฯ ได้เป็นรัฐบาล ขณะที่สีส้มซึ่งมีอยู่ 150 เสียง กลับไปโหวตให้ ทั้งที่หลายคนห้ามว่าอย่าโหวต เพราะเขาไม่แก้รัฐธรรมนูญให้อยู่แล้ว แต่เขาไม่ฟัง พอโหวตแล้วสีน้ำเงินเป็นนายกฯ เขาก็ทำอะไรไม่เป็น ทำเป็นอยู่อย่างเดียวคือคนละครึ่ง ไปที่ไหนก็พูดอยู่อย่างเดียวว่าคนละครึ่ง คนละครึ่ง และตาม MOA เขาให้อยู่ 4 เดือน แกก็คนละครึ่งอยู่แค่ 2 เดือน
“พอจะเลือกตั้งใหม่ สีส้มเขาก็แค้นสีน้ำเงินว่าหักหลัง จึงประกาศว่าสีส้มจะไม่ยกมือให้สีน้ำเงินเป็นนายกฯ อีกต่อไป ประกาศแนวทางว่ามีเราไม่มีเทา แล้วหันมาบอกพรรคเพื่อไทยว่าอย่าโหวตให้พรรคภูมิใจไทย เพราะพวกนั้นมันเทา เรายืนของเราอยู่ดีๆ เขาไปต้มกันเอง แล้วมาบอกว่าพวกนั้นเทา เราก็คนซื่อ เขามาชี้ว่าคนนั้นคนนี้เทา มารู้อีกทีตำรวจจับไปแล้ว 2 คน กับพรรคที่มาบอกว่าคนอื่นเทา ไม่รู้หรอกว่าสีน้ำเงิน สีส้ม แต่ชั่วโมงนี้เสร็จสีกากีไปแล้วสอง พรรคไหนเทา ไม่เทา ประชาชนรู้ ประชาชนตัดสินใจเองได้ พรรคเพื่อไทยจึงจะรอฟังเสียงประชาชน พรรคการเมืองไหนเทา ประชาชนจะไม่เลือก เพราะเสียงประชาชนไม่มีสีเทาแน่นอน ดังนั้น ขอให้เลือกชนกไปยกมือให้ยศชนัน เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อนำนโยบายมาแก้ปัญหาให้ประชาชน” นายณัฐวุฒิ กล่าว

นายณัฐวุฒิ ยังเล่าถึงวันที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร กับ น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ พาหลานๆ ไปเยี่ยมนายทักษิณด้วยว่า นายทักษิณไม่รู้จะซื้อขนมจากที่ไหนให้หลาน จึงซื้อขนมจากในเรือนจำให้ พอหลานจะกลับ เขาก็ชวนคุณตาออกมาด้วย ซึ่งนายทักษิณไม่รู้จะอธิบายหลานว่าอย่างไร ว่าไม่สามารถออกมากับหลานได้ ตนเคยติดคุกมาแล้ว 3 ครั้ง รู้ดีว่าหากคนหนึ่งติดคุกก็เหมือนติดกันทั้งครอบครัว ถ้าคนทำผิดติดคุกก็ว่าไป หากความยุติธรรมบอกว่าต้องติดคุกก็ว่ากัน แต่ตนที่เคยติดคุก 3 ครั้ง มั่นใจว่าตนไม่ผิด ส่วนกรณีของนายทักษิณยิ่งใหญ่แล้ว เป็นนายกฯ อยู่ดีๆ เขาปฏิวัติแล้วตั้งกลุ่มคนที่อยู่บนเวทีพันธมิตรมาเป็นกรรมการสอบสวน เอาฝ่ายตรงข้ามมาเป็นกรรมการสอบสวน จะเหลือหรือ นี่หรือเรียกว่าความยุติธรรม ถ้าแบบนี้เอาฝ่ายตรงข้ามมาสอบสวนแล้วเรียกว่าความยุติธรรม ไปเอานายสุเทพ เทือกสุบรรณ มา แล้วตั้งตนเป็นกรรมการสอบสวน ตนจะดูว่าจะรอดไปได้สักกี่วัน
นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า ตนรู้ว่าศึกครั้งนี้หนัก แต่ไม่มีใครยอมแพ้ ทุกคนสู้ ทุกคนเข้มแข็งและพร้อมเดินไปข้างหน้า ไม่ว่าโพลกี่สำนักจะบอกว่าพรรคเพื่อไทยอยู่ที่เท่าไหร่ เราไม่ได้สนคะแนนโพล เราสนคะแนนพี่น้องประชาชน และเชื่อว่าประชาชนจะเลือกพรรคเพื่อไทยทั้ง 2 ใบ เวลานี้ฝ่ายที่เขารวมพลังกัน ที่อยู่ข้างเดียวกับอำนาจรัฐประหาร เขาเติบโตเข้มแข็งขึ้นมาจากรัฐบาล MOA ที่พรรคสีส้มไปยกมือให้ แต่สีส้มเองกระบวนการภายในก็ถูกตั้งคำถามตลอดเวลา ดังนั้น หากจะให้พ้นจากสภาพการณ์แบบนี้ ต้องเลือกพรรคเพื่อไทย ให้พรรคเพื่อไทยเป็นที่หนึ่ง ตั้งรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เพื่อนำนโยบายไปแก้ปัญหาและเอาผลประโยชน์กับสู่ประชาชนจากนโยบายรัฐบาล

จากนั้นนายจุลพันธ์และคณะ ได้เดินทางไปขึ้นเวทีปราศรัยช่วยผู้สมัคร สส.หนองคาย อีก 2 เขต คือเขต 1 ของนายกฤษฎา ตันเทอดทิตย์ และเขต 3 ของนายเอกธนัช อินทร์รอด ส่วนวันที่ 16 ม.ค. คณะออนทัวร์เปิดเวทีปราศรัยหาเสียงในพื้นที่ภาคอีสานต่อในพื้นที่ จ.บึงกาฬ และ จ.นครพนม



