เมื่อวันที่ 17 ม.ค. รศ.เอนก ศิริพานิชกร นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ลงพื้นที่บริเวณจุดเกิดเหตุเครนถล่มบนถนนพระราม 2 โดยมี นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง สมาชิกวุฒิสภา ผู้แทนจากกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม และตัวแทน บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ให้การต้อนรับ พร้อมบรรยายให้ทราบถึงความคืบหน้าในการดำเนินการรื้อถอนเครนที่ถล่มลงมาเพื่อเร่งคืนพื้นผิวจราจรถนนพระราม 2 รวมถึงแนวทางในการเรียกคืนและสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนนพระราม 2

รศ.เอนก ศิริพานิชกร นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ภารกิจหลังจากเกิดเหตุเครนถล่มลงมาแล้วนั้น เราก็ได้ใช้การพิสูจน์หลักฐานด้วยการบินโดรน ซึ่งตอนนี้ก็ได้รายละเอียดครบแล้วคงเหลือแต่การรื้อถอนเท่านั้น ซึ่งถ้าการรื้อถอนเสร็จภายใน 14 วัน ก็จะทำให้สามารถเปิดการจราจรได้ตามปกติ โดยสิ่งสำคัญมากๆ เมื่อเปิดการจราจรแล้วนั่นก็คือ ความมั่นใจของประชาชน ซึ่งโครงสร้างแบบนี้เราทำกันมาตั้งแต่สมัยทางด่วนครั้งที่ 2 หรือราวๆ 20 – 30 ปีที่ผ่าน ฉะนั้นเรื่องของความปลอดภัย ต่อประชาชนจึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เนื่องจากชิ้นส่วนที่ใช้มีน้ำหนักมาก ดังนั้นในวันนี้เราเองมีมาตรฐาน เรื่องของการทำทางยกระดับจำนวน 4 เล่ม ในสัปดาห์หน้าทางกรมรางฯ จะเอามาตรฐานที่เราทำขึ้นนั้น ไปขึ้นบนเว็บไซต์เพื่อให้ประชาชนหรือผู้ปฏิบัติหน้าที่นำไปใช้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการเร่งด่วน อีกทั้งยังต้องมีการอบรมวิศวกร และผู้ที่เกี่ยวข้องให้เข้าใจในระบบดังกล่าว

สำหรับมาตรฐานที่ดีมากเลยคือ ช่วงสัญญาที่ 1 มีการใช้อุปกรณ์เฝ้าติดตามสุขภาพของโครงสร้าง คือ ระหว่างที่อุปกรณ์เดินไปโดยไม่มีชิ้นส่วนทำทางนั้น หรือมีอุปกรณ์ชิ้นส่วนต่าง ๆ มีการเดินไปในลักษณะใด มีความลาดเอียง ความบิดเบี้ยวหรือไม่ มีแนวล้มหรือว่ามีแรงเกินหรือไม่ ซึ่งเราจะทำทุกวิถีทางโดยทางวิทยาศาสตร์และกลไกตรวจสอบ ที่เป็นวิทยาศาสตร์ อันเป็นเรื่องสำคัญมาดำเนินการ และในโอกาสนี้ก็ต้องขออภัยพี่น้องประชาชนที่เกิดความเสียหายจนมีผลกระทบต่อการเดินทางของทุกคน อย่างไรก็ตามการพังเสียหายก็เป็นสิ่งที่อยากให้เราพึงระลึกเสมอ และอย่ามองเป็นเรื่องเคยชิน พร้อมกันนี้หากพี่น้องสื่อมวลชนมีเรื่องต่างๆ ที่ต้องการสอบถามก็สามารถเข้ามาพูดคุยกันได้เสมอ

และในวันเดียวกันนี้ ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ก็ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณเครนร่วงพระราม 2 เช่นเดียวกัน โดยทางด้านของ ศ.ดร.อมร กล่าวว่า จากการลงพื้นที่มาดูหน้างานวันนี้ ที่เห็นคือการกำลังตัดโครงสร้างที่หักพังลงมา ซึ่งก็ต้องสอบถามกับทางโครงการฯ ก่อนว่ากำลังดำเนินการตัดตามวิธีการใด จึงจะสามารถบ่งชี้ได้ว่า สภาพที่เห็นและขั้นตอนในการตัดนั้นอันตรายหรือไม่ จะมีโอกาสหลุดลงมาบนพื้นถนนได้อีกหรือไม่ แต่ก็ต้องระมัดระวังเพราะมีโอกาสที่อาจจะร่วงลงมาได้เช่นเดียวกัน ส่วนด้านความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนนนั้น ถ้าจะให้ดีควรที่จะกั้นเพิ่มอีก 1 ช่องจราจรเพื่อให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ขณะที่กำลังทำการรื้อถอนโครงการฯ ที่หักพังลงมา ซึ่งถ้าเขาปล่อยให้เกิดอีกรอบก็คงอยู่ไม่ได้แล้ว

ศ.ดร.อมร ยังกล่าวด้วยว่า ตามที่ตนเคยบอกแล้วว่าโครงการก่อสร้างทุกโครงการที่อยู่ติดถนนแล้วมีการใช้เครน Launching ในลักษณะนี้ควรหยุดก่อนและต้องมีการทบทวนใหม่ก่อนแต่ไม่ได้หยุดตลอด เป็นการหยุดเพื่อทบทวนเท่านั้น พร้อมกับตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรง ความถูกต้องของอุปกรณ์หรือเครนที่ใช้กับงานแต่ละชนิด และตำแหน่งที่จัดวางอุปกรณ์เหล่านั้นถูกต้องหรือไม่ การระบุชื่อของวิศวกรในแต่ละโครงการที่ต้องกำกับดูแลตลอดเวลาและการติดตั้งกล้องวงจรปิดเป็นต้น.