เมื่อวันที่ 19 ม.ค.69 นายวรวงศ์ รามางกูร อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ หนึ่งในทีมงานพรรคเพื่อไทย ชี้แจงถึงที่มาและสาระสำคัญของนโยบาย “ทลายทุนผูกขาด เปิดโอกาสรายย่อยส่งออก” ซึ่งพรรคเพื่อไทยผลักดันร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ หลังประเด็นเรื่อง “สต๊อกข้าวขั้นต่ำ 100 ตัน” สำหรับผู้ส่งออกข้าว ถูกนำกลับหยิบยกกลับมาเป็นข้อถกเถียงในเวทีดีเบตนั้น ประเด็นนี้มีการพูดถึงอีกครั้ง แม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ก็ตาม

นายวรวงศ์กล่าวว่า ในช่วงก่อนรัฐบาลน.ส.แพทองธาร ชินวัตร กฎเกณฑ์การส่งออกข้าวถูกกำหนดไว้ในระดับสูงมาก ส่งผลให้มีผู้ประกอบการส่งออกข้าวเหลือเพียง 279 ราย (ข้อมูล ณ เดือนต.ค.67) ขณะที่ประเทศไทยมีเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเกือบ 4 ล้านครัวเรือน เกิดความไม่สมดุลของโครงสร้างตลาดอย่างชัดเจน ในขณะที่มูลค่าส่งออกข้าวไทยสูงกว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี

ด้วยความห่วงใยต่อปัญหาปากท้องของประชาชน นายกฯแพทองธารจึงมอบนโยบายให้กระทรวงพาณิชย์เร่งดำเนินการ ลดการผูกขาด เพิ่มการแข่งขัน และเปิดโอกาสให้เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยสามารถส่งออกข้าวได้โดยตรง เพื่อให้ราคาข้าวสะท้อนกลไกตลาด ลดการถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง โดยมีเป้าหมายปลายทาง ส่งออกเสรี ไม่ต้องขอใบอนุญาต

โดยแนวนโยบายของรัฐบาลเพื่อไทย มุ่งไปสู่การ เปิดเสรีการส่งออกข้าวอย่างเต็มรูปแบบ โดยเชื่อว่าคุณภาพและความเข้มแข็งของแบรนด์ข้าวไทยสามารถรับรองสินค้าได้ดีกว่ากระบวนการอนุญาตจากภาครัฐ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเปลี่ยนผ่าน หน่วยงานราชการเสนอให้ยังคงมีสต๊อกข้าวขั้นต่ำเป็นเครื่องมือในการติดตามการส่งมอบสินค้า และรักษาภาพลักษณ์ข้าวไทยในตลาดโลก เพื่อป้องกันปัญหาการผิดนัดส่งมอบและปัญหาคุณภาพสินค้าที่อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของคู่ค้า

ทั้งนี้ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ในขณะนั้น ได้เร่งดำเนินการทันทีหลังเข้ารับตำแหน่ง โดยเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมการค้าภายใน และ กรมการค้าต่างประเทศ เพื่อปรับลดกฎเกณฑ์ให้เอื้อต่อการส่งออกมากที่สุด ซึ่งเป็นหนึ่งในผลงาน 90 วันของรัฐบาล ได้แก่ 1.ลดระยะเวลาการขึ้นทะเบียนผู้ส่งออกข้าว จากเดิม 3 วัน เหลือเพียง 30 นาที ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ มีผลตั้งแต่วันที่ 27 ธ.ค.67

2. ลดสต๊อกข้าวขั้นต่ำสำหรับผู้ส่งออกรายย่อย จาก 500 ตัน เหลือ 100 ตัน ในระยะทดลอง ผ่านการจัดทำประชาพิจารณ์ และมีมติคณะกรรมการตาม พ.ร.บ.การค้าข้าว เมื่อวันที่ 17 ม.ค.68

3.ปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมใบอนุญาตส่งออกข้าว ให้สอดคล้องกับขนาดทุนจดทะเบียน และลดภาระผู้ประกอบการรายย่อย ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 13 พ.ค.68 ปัจจุบันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นที่เรียบร้อย

4.ยกเว้นค่าธรรมเนียมทั้งหมด สำหรับเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และสหกรณ์ที่จดทะเบียนถูกต้อง โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 13 พ.ค.68 และประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยยังมีแผนดำเนินการเพิ่มเติม ได้แก่ ลดทุนจดทะเบียนขั้นต่ำสำหรับบริษัทส่งออกข้าว จาก 5 ล้านบาท ให้เหลือไม่เกิน 1 ล้านบาท , ลดจำนวนสมาชิกขั้นต่ำในการรวมกลุ่มเกษตรกร เพื่อส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน , ยกเว้นการยื่นรายงานการค้าข้าวรายเดือน สำหรับผู้ส่งออกรายย่อย

ข้อมูลจากกรมการค้าต่างประเทศระบุว่า ในปี 68 มีผู้ประกอบการรายใหม่ขึ้นทะเบียนผ่านระบบ DFT SMART–I จำนวน 47 ราย คิดเป็นกว่า 20% ของผู้ส่งออกข้าวที่ขึ้นทะเบียนทั้งหมด สะท้อนความสำเร็จเบื้องต้นของนโยบายในการทลายการผูกขาดคืนอำนาจทางเศรษฐกิจสู่ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากการปรับปรุงกฎระเบียบแล้ว ตนและทีมได้มีโอกาสร่วมผลักดันการส่งออกข้าวไทยสู่ตลาดโลกในงานต่างๆ อาทิ 1.พาผู้ส่งออกข้าวไทยลงนาม MOU ขายข้าวจำนวน 400,000 ตัน มูลค่า 7,300 ล้านบาท ในงาน Thailand Ultimate Friendship 2025 ณ ประเทศแอฟริกาใต้ เมื่อวันที่ 27 มี.ค.68

2.กิจกรรม Business Matching ภายใต้งาน Thailand Rice Convention 2025 ขยายตลาด อเมริกา-แอฟริกา-ตะวันออกกลาง ปิดดีลขายข้าวในงานจำนวน 660,000 ตัน เมื่อวันที่ 26 พ.ค.68

3. เจรจาโครงการส่งเสริมความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ระหว่างไทย-สิงคโปร์ กับนายกาน คิม ยอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 25 พ.ค.68 นำไปสู่การลงนาม MOU ซื้อขายข้าว 100,000 ตัน

“การทลายผูกขาดไม่ใช่เพียงคำพูดสวยหรู แต่ต้องวัดผลได้จากโอกาสที่เพิ่มขึ้นของคนตัวเล็ก นี่คือสิ่งที่พรรคเพื่อไทยเลือกลงมือทำ และจะทำต่อไปอย่างต่อเนื่องจนกว่า คนไทยไร้จน” นายวรวงศ์ กล่าว