เหล่าผู้บริหารระดับสูงด้านความยั่งยืน (CSO) ของบริษัทชั้นนำ ต่างเห็นไปในทางเดียวกันว่า ในระยะสั้น เรื่องความสามารถการแข่งขันของประเทศสำคัญมาก ดังนั้นพวกเขาให้ความสำคัญกับรายชื่อแคนดิเดต รัฐมนตรี (รมต.) กระทรวงเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการคลัง แต่ละพรรคน่าจะมีรายชื่อ Big Name  สายธุรกิจ มาแข่งกัน เพราะวิกฤติระยะสั้นที่เราจะเจอ มันยากเกินกว่าความสามารถของสายการเมืองที่จะบริหารได้

ส่วนระยะกลาง คงต้องดูเรื่องความมั่นคง อธิปไตย และบทบาทในการวางตำแหน่งภูมิรัฐศาสตร์ เช่นกัน แคนดิเดต กระทรวงที่เกี่ยวกับความมั่นคง และการต่างประเทศ สายนี้คงจะมีตัวเลือกที่โดดเด่นอยู่หลายท่าน

ในระยะยาว กระทรวงศึกษาธิการ และ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จะต้องเร่งวางรากฐานอนาคตที่ยั่งยืนผ่านยุทธศาสตร์  การพัฒนาคน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่มีรัฐบาลใดใส่ใจ ให้ความสำคัญกับกระทรวงนี้เลย เป็นขุมทรัพย์นักการเมืองตามโควตา

เปลี่ยนกระทรวงศึกษา และ กระทรวง อว. ได้จะเปลี่ยนอนาคตของชาติได้ เราอยากเห็นพรรคต่าง ๆ เปิดตัวแคนดิเดต 2 กระทรวงนี้ ว่าของใครจะว้าว กว่ากัน ถ้าเราเห็นชื่อ เราจะรู้ทันทีว่าพรรคที่เราจะเลือกจะพาเราไปทางไหน

ในวงสนทนาของนัก CSR สายธุรกิจ ที่ทำงานช่วยกระทรวงศึกษาฯ และกระทรวง อว. มายาวนาน เห็นจุดอ่อน จุดแข็ง และอุปสรรคของการเปลี่ยนแปลง เขาประเมินว่า มีความเป็นไปได้ 4 ทาง

ทางที่ 1 รมต.ศึกษาฯ ที่มาจากสายการเมือง หรือสายราชการเกษียณ เรา   คงเห็นอนาคตมืดมน คงจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก นักการเมือง ทีมที่ปรึกษา และเหล่าข้าราชการคงจะเกาหลังกันไปมา เพื่อประสานผลประโยชน์ของทุกท่านให้ลงตัว จัดอีเวนต์เปิดงานต่าง ๆ เผางบประมาณตามที่จัดไว้ แบบนี้เราเห็นมาตลอด ท้อใจจนเลิกบ่นแล้ว

ทางที่ 2 รมต.ศึกษาฯ ที่มาจากสายเทคโนแครต เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงทางทฤษฎี มีความคิดใหม่ ๆ ที่มาจากนวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ แต่เหล่าข้าราชการคงจะไม่ชอบนัก คงจะหากฎระเบียบ และข้อกฎหมายมาเป็นข้ออ้างว่าทำไม่ได้ ขัดขวางแนวความคิดของ รมต. ท่านจะทำงานอย่างโดดเดี่ยว และจะโดนฟ้องร้องเรียนหลายคดี ยิ่งจะเปลี่ยนแปลงมากเท่าใด ก็จะเกิดแรงต้านมากเท่านั้น เหมือนที่เราเคยเห็นอยู่ในบางยุค

ทางที่ 3 รมต.ศึกษาฯ ที่มาจาก สาย NGO สายประชาสังคม สายนี้เราก็ยังไม่เคยลอง คนที่มาจากสายนี้มักจะละเอียดอ่อนเรื่องสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคเท่าเทียม ความสุข และจิตใจที่งดงาม พยายามต่อต้านวิธีคิดกระแสหลักที่  ใช้อำนาจกดทับจากบนลงล่าง เขาอยากกระจายอำนาจการจัดการแนวราบ เพื่อให้สถานศึกษาจัดการตัวเองได้ ปรับให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมและวัฒนธรรมท้องถิ่น ต่อต้านกฎระเบียบที่ไร้เหตุผลที่สืบทอดกันมา รมต. สาย NGO นี้ก็คงต้องเจอกระแสการต่อต้านจากข้าราชการประจำที่ไม่อยากสูญเสียอำนาจ แนวคิดเรื่องเด็กเป็นศูนย์กลาง ความสุขของผู้เรียนรู้ และการกระจายอำนาจ ไม่เคยอยู่ในความคิดของระบบราชการเลย นอกจากอยู่ในเอกสาร จุดอ่อนของ รมต. สาย NGO นี้คือเรื่องความสามารถในการจัดการ การเงิน และชีวิตจริงของการแข่งขันของชาติ

ทางที่ 4 รมต.ศึกษาฯที่มาจากสายธุรกิจ ทางนี้คงจะเป็นไปได้ยากที่สุด แต่ก็น่าลอง เหล่านักธุรกิจสาย CSR ที่เคยช่วยงานกระทรวง จะเน้นเรื่องการจัดการ และผลลัพธ์ ผมจำได้ว่าใน    ช่วงหนึ่งที่สภาการศึกษาได้เปิดโอกาสให้เหล่านักธุรกิจจากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หอการค้า และสภาอุตสาหกรรมมาร่วมเป็นกรรมการสภา ได้เริ่มคิดการบริหารการศึกษาด้วยวิธีแบบบริหารธุรกิจ เริ่มจากขอดูข้อมูลต่าง ๆ เอาเฉพาะที่สำคัญ เพื่อมาทำ Dashboard  การจัดการ ปรากฏว่ากระทรวงศึกษาแทบไม่มีฐานข้อมูลที่สำคัญเลย และข้อมูลที่มี ก็ไม่ตรงกัน ไม่ทันสมัย ทั้งที่การเรียน การสอบ และกิจกรรมของเด็ก ๆ ผ่านระบบดิจิทัลแล้ว

เราสามารถได้ข้อมูลรายคนแบบ เรียลไทม์ และใช้ AI ช่วยวางแผนการเรียนรู้ และแผนที่อนาคตเชื่อมไปสู่ตลาดแรงงานได้เลย เช่น ถ้า 5 ปีข้างหน้าเราต้องการวิศวกร AI 50,000 คน เราควรรู้ว่าเด็ก ๆ ที่มีศักยภาพอยู่ที่ไหนบ้าง จะ ได้สนับสนุนให้ตรงจุด ไม่ใช่มั่วไปหมด  ถ้าโรงพยาบาลท้องถิ่นต้องการหมอ 100 คน เด็กในจังหวัดต่าง ๆ ใครมีศักยภาพบ้าง ข้อมูลประเภทนี้สมัยนี้เรารู้ได้ถ้าฐานข้อมูลแม่นยำ ถ้าได้ รมต.จากสายธุรกิจ เราจะได้ประสิทธิภาพของการจัดการ การบริหารงบประมาณให้คุ้มค่า การอุดรอยรั่วของการทุจริต และเครือข่ายสีเทา ที่มี คดีค้างอยู่มากมาย ที่สำคัญคนสายนี้เขาเข้าใจเรื่องการพัฒนาทุนมนุษย์สำหรับอุตสาหกรรมในอนาคต ที่ต้องปลูกฝังความยั่งยืน การดำเนินชีวิตแบบคาร์บอนต่ำ การใช้เทคโนโลยี AI มาช่วยพัฒนาคนอย่างก้าวกระโดด เรายังไม่เห็นตัวเลือกสายนี้เลย

ท่านผู้อ่านอยากได้ รมต.ศึกษาฯ ที่มาจากสายไหน ลองกระซิบพรรคที่ยังไม่ได้เปิดตัว ให้ไปคัด ตัวซีเคร็ต ออกมาโชว์กัน พรรคใดไม่มี หรือเปิดตัว รมต. ที่มาจากสายการเมืองสายราชการถือว่าความคิดล้าหลัง ขาดวิสัยทัศน์ และไม่สนใจการวางรากฐานของชาติ เราไม่อยากเห็นกระทรวงสำคัญนี้เป็นแค่โควตานักการเมืองอีกต่อไป.