เมื่อเวลา 05.00 น. วันที่ 20 ม.ค. 69 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ (เบอร์ 35) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมพรรครักชาติ ร่วมลงพื้นที่ตลาดสะพาน 2 แขวงสะพานสอง เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ เพื่อช่วยแนะนำ 2 ผู้สมัคร สส.กทม. ของพรรครักชาติ เนื่องจากบริเวณตลาด ถือเป็นจุดคาบเกี่ยว 2 เขต ได้แก่ นายปณิธิ บวรวนิชยกูร ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 5 เบอร์ 5 และนายฐิติพัฒณ์ จันทร์แก้ว ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 13 เบอร์ 9

ซึ่งแม้จะเป็นตลาดอาหารสดที่เปิดขายตั้งแต่ช่วงเช้ามืด 03.00 น. แต่บรรยากาศค่อนข้างคึกคัก โดยทีมพรรครักชาติ ได้รับการตอบรับที่ดีจากบรรดาพ่อค้าแม่ค้า ที่มาเปิดร้านขายของ รวมถึงประชาชนที่มาจับจ่ายในช่วงเช้า ที่เข้ามาทักทายขอถ่ายรูป พร้อมชวนเต้นขยับร่างกายเรียกความสดชื่นยามเช้า

หลังจากนั้นทีมพรรครักชาติ ได้ลงพื้นที่ตลาดตรอกหม้อ เขตพระนคร ไปช่วยนายอดัม ชินรัตนพิสิทธิ์ ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 1 เบอร์ 15 ซึ่งมีประชาชนสนใจเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เข้ามาสนใจเรื่องการรณรงค์ไม่แก้รัฐธรรมนูญ เพราะเปลืองงบประมาณเป็นหมื่นล้าน 

ขณะที่ประชาชนหลายคนดีใจที่นายเจษฎ์มาลงการเมือง สร้างคนรุ่นใหม่ รวมถึงยังฝากแก้ปัญหายาเสพติด ที่ระบาดไปทุกพื้นที่ เป็นห่วงเยาวชน บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก มีคนจับมือให้กำลังใจ และบอกว่าสู้ ๆ รวมถึงชอบนโยบายที่จะสนับสนุนเด็กรุ่นใหม่ให้มีโอกาสเข้าสู่วงการบันเทิง โดยจะเปิดเป็น Academe ฝึกอบรมทักษะด้านการแสดง หรือการฝึกเป็นศิลปิน เพราะคนส่วนใหญ่ ไม่มีโอกาสและไม่มีเงินส่งลูกหลาน ไปเรียนการแสดงหรือเรียนร้องเพลง เพราะแพง 

นายเจษฎ์ กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสการซื้อเสียงด้วยเงินจำนวนมาก ว่า ตนเคยเปิดประเด็นเรื่องเม็ดเงินสะพัดเมื่อสัปดาห์ก่อน ถึงข้อมูลที่น่าตกใจว่า พรรคได้รับรายงานข่าวกรองถึงความผิดปกติทางการเงิน มีการนำเงินเข้าสู่ระบบการเลือกตั้งในภาคพื้นที่สูงถึง 100,000 ล้านบาท และยังมีกระแสข่าวเรื่องการเบิกถอนเงินสดจากธนาคารพาณิชย์ลอตใหญ่กว่า 160,000 ล้านบาท โดยที่ไม่มีธนาคารใดออกมาปฏิเสธ เมื่อรวมตัวเลขแล้ว อาจมีเม็ดเงินสะพัดจริงสูงถึง 200,000 ล้านบาท จากการคำนวณเม็ดเงินดังกล่าว พบอัตราการจ่ายเงินซื้อเสียงที่สูงขึ้นอย่างผิดปกติ โดยพื้นที่กรุงเทพมหานคร ราคาพุ่งสูงถึง 7,500 บาทต่อหัว ส่วนพื้นที่ต่างจังหวัด เฉลี่ยอยู่ที่ 3,000-5,000 บาทต่อหัว

นายเจษฎ์ กล่าวว่า เงินมหาศาลเหล่านี้คือ “เงินสีเทา” จากธุรกิจผิดกฎหมายและกลุ่มสแกมเมอร์ทั้งในและต่างประเทศ พร้อมเตือนประชาชนว่า หากรับเงินเหล่านี้ เท่ากับสนับสนุนให้พรรคการเมืองเข้าไปถอนทุนคืนผ่านการคอร์รัปชัน นอกจากนี้ ยังยกตัวอย่างการเลือกตั้งท้องถิ่น (อบต.) ที่ผ่านมา ซึ่งมีการ “เบี้ยว” จ่ายเงินไม่ครบ หรือสัญญาว่าจะให้แต่ไม่ให้ ซึ่งพรรครักชาติเรียกกลุ่มคนเหล่านี้ว่าเป็นนักการเมืองแบบสแกมเมอร์ที่เข้ามาหลอกลวงประชาชน

นายเจษฎ์ กล่าวว่า ส่วนสถานการณ์การเมือง ตอนนี้ประเทศกำลังเดินหน้าสู่ความวิบัติ เพราะพรรคการเมืองแบ่งเป็นสองขั้วที่อันตราย  1.กลุ่มพรรคใหญ่ที่ใช้ “กระสุน” (เงิน) จ่ายเงินซื้อเสียงเพื่อเข้าสู่อำนาจ 2.กลุ่มที่อ้าง “กระแส” แม้บอกไม่ใช้เงิน แต่มีวาระซ่อนเร้นต้องการเข้ามารื้อรัฐธรรมนูญ แก้ไขหมวด 1 หมวด 2 ซึ่งทางพรรคมองว่าเป็นการทำลายโครงสร้างบ้านเมือง

​ขณะที่ นายชัยวุฒิ กล่าวถึง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อย่างดุเดือด ว่า กกต. มีเครื่องมือ กฎหมาย และผู้ตรวจการเลือกตั้งกระจายอยู่ทั่วประเทศ เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้เรื่องการซื้อเสียงที่เกิดขึ้นทุกหน่วยเลือกตั้ง

​“ปัญหานี้เป็นที่รู้กันทั่ว แต่เหมือน กกต. ไม่รู้อยู่คนเดียว ที่ผ่านมาจับได้แต่คดีเล็กน้อย เช่น การจัดเลี้ยงทำบุญ แล้วแจกใบเหลือง  ใบแดง แต่ปัญหาใหญ่คือการจ่ายเงินซื้อเสียงโดยตรงกลับเงียบ ท่านต้องทำงานเชิงรุก หากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าทุจริต ต้องกล้าแจกใบแดงทันที ไม่ใช่รอจนหูหนวกตาบอด”  หัวหน้าพรรครักชาติกล่าว

​นายชัยวุฒิ กล่าวยืนยันว่า ทั้งนี้ พรรครักชาติยืนยันจุดยืนไม่มีเงินแจก ป้ายหาเสียงน้อย เพราะทุนน้อย แต่ขอสู้ด้วยอุดมการณ์ พร้อมขอให้ประชาชนและ กกต. ช่วยกันกวาดล้างขบวนการซื้อสิทธิขายเสียงให้สิ้นซาก เพื่อไม่ให้ประเทศชาติต้องจมอยู่กับวังวนของทุนสามานย์.