เมื่อวันที่ 20 ม.ค. นายเทพไท เสนพงศ์ อดีตสส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า ซื้อเสียง หัวละ 7,500 บาท มีจริง กรณีที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และคณะทำงานซีโร่คอร์รัปชัน ได้สำรวจข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อเสียงในการเลือกตั้งสส.ในวันที่ 8 ก.พ.2569 พบว่า การซื้อเสียงในภูมิภาคต่างๆ เป็นจำนวนมาก และตัวเลขการซื้อเสียงที่สูงมาก กรณีพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่มีตัวเลขการซื้อเสียงสูงถึงหัวละ 3,000-7,500 บาท ส่วนในภูมิภาคอื่นๆ ตัวเลขจะอยู่ในระหว่าง 1,000–3,000 บาท ทั้งนี้ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนได้ลงพื้นที่ในจังหวัดภาคใต้ เพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อเสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งพบว่ากระแสการซื้อเสียงมีความรุนแรงมาก สืบเนื่องจากมีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และสมาชิก อบต. เมื่อวันที่ 11 ม.ค.2569 ซึ่งอัตราการซื้อเสียงการเลือกตั้งนายก อบต. อยู่ที่หัวละ 3,000 บาท กรณีเลือกตั้งสมาชิก อบต. อยู่ที่หัวละ 1,000 บาท จึงคาดว่าการเลือกตั้ง สส. ในวันที่ 8 ก.พ.2569 ราคาการซื้อเสียงก็ไม่แตกต่างกันมากนัก น่าจะอยู่ในราคาเสียงละ 1,000 บาท หรือมากกว่านั้น แต่ถ้าการแข่งขันมีสูง ก็อาจมีราคาการซื้อเสียงที่สูงถึงหัวละ 2,000 บาท
นายเทพไท กล่าวอีกว่า แต่การที่ กกร.ไปสำรวจว่ามีอัตราการซื้อเสียงสูงสุดถึง 7,500 บาท น่าจะเป็นตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับการซื้อเสียงการเลือกตั้งในบางพื้นที่ อาทิ การเลือกตั้งพื้นที่เล็กๆ แคบๆ เช่น การเลือกตั้งเทศบาล การเลือกตั้ง อบต. หรือการเลือกตั้งกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน เมื่อพื้นที่แคบ มีจำนวนผู้ลงคะแนนน้อย สามารถเช็กเสียงกันได้ว่าแพ้หรือชนะกันไม่กี่คะแนน จึงทำให้เสียงที่ผู้แข่งขันต้องการให้ได้รับชัยชนะ มีราคาสูง อาจมีอัตราการซื้อเสียงสูงถึงหัวละ 10,000 บาท ซึ่งเคยเกิดขึ้นในการเลือกตั้งระดับเทศบาลเล็กๆบางแห่ง เพราะฉะนั้น การมีการซื้อเสียงที่จะเกิดขึ้นในการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.นี้ เห็นชัดว่ามีการเคลื่อนไหวจดรายชื่อกันอย่างคึกคัก
“จากข้อมูลที่ได้รับพบว่า ในพื้นที่ ต.ไชยมนตรี อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช มีผู้นำท้องถิ่นผู้ใหญ่บ้านบางคน จ่ายเงินให้กับประชาชนแล้ว เพื่อซื้อเสียงในอัตราหัวละ 1,000 บาท และมีกำนันในตำบลหนึ่งที่ อ.ปากพนัง นัดหัวคะแนนให้พบกับแกนนำพรรคการเมืองบางพรรค และการประกาศของผู้นำท้องถิ่นที่ต้องการซื้อคะแนนเสียงให้กับพรรคการเมืองบางพรรค ในพื้นที่เขตเทศบาลเมืองปากพนัง โดยตั้งเป้าหมายต้องการจัดซื้อจำนวน 6,000 เสียง” นายเทพไท กล่าว
นายเทพไท กล่าวอีกว่า การที่นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงข่าวว่าจะมีการรณรงค์เลือกตั้งให้ประชาชนไปใช้สิทธิ และเลือกคนที่ไม่ซื้อเสียง และต่อต้านการซื้อเสียงนั้น การรณรงค์เช่นนี้เกิดขึ้นทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง แต่ผลที่ได้รับคือไม่ประสบความสำเร็จ เพราะยังมีการซื้อเสียง และยังมีการขายสิทธิกันอย่างแพร่หลาย ดังนั้น สิ่งที่ กกต.ควรจัดการและควรเร่งรัดในการควบคุมไม่ให้มีการซื้อเสียง คือต้องจับกุมการซื้อเสียง และดำเนินการป้องปรามการซื้อสิทธิขายเสียงในเชิงรุกให้มากกว่านี้ เพราะการซื้อเสียงคือมะเร็งร้ายในระบอบประชาธิปไตย



