เมื่อวันที่ 21 ม.ค. ในช่วงค่ำวันที่ 20 ม.ค. ที่ลานอเนกประสงค์เทศบาลเมืองชัยภูมิ อ.เมือง จ.ชัยภูมิ นายปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคณะก้าวหน้า ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ขึ้นปราศรัย โดยระบุว่า พรรคพวกเราถูกยุบมาสองครั้ง ถูกตัดสิทธิมาหลายคน เราเลือกตั้งได้ที่หนึ่งแต่ไม่ได้เป็นรัฐบาล ถามว่าเราท้อแท้กับเรื่องนี้ไหม ไม่ครับ เราเดินหน้าต่อสู้ต่อ เพราะเราเชื่อว่าพี่น้องประชาชนต้องการการเปลี่ยนแปลง เราเชื่อว่าประเทศไทยของเรามีศักยภาพไปได้ดีกว่านี้ ตนจึงถือโอกาสมาช่วยหาเสียงเพื่อชี้ให้เห็นว่าการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้มีความสำคัญต่อชีวิตพี่น้องประชาชนทุกคนอย่างไรบ้าง

นายปิยบุตร กล่าวต่อว่า นโยบายดีๆ หรือการสัญญาว่าจะแก้ไขปัญหาต่างๆ ทั้งปัญหาที่ดินทำกิน ปัญหาสแกมเมอร์ ปัญหายาเสพติด ฯลฯ พรรคการเมืองทุกพรรคก็พูดได้หมด เวลาถึงหน้าเลือกตั้งทีไร ทุกพรรคการเมืองก็เอานโยบายมาเสนอขายแก่พี่น้องประชาชน พรรคการเมืองจะพูดนโยบายอย่างไรก็ได้ แต่ตนอยากจะชวนพี่น้องมาคิดว่า พรรคการเมืองที่ลงสนามรับเลือกตั้งขณะนี้ โดยเฉพาะพรรคใหญ่และพรรคตัวเต็งตัวรองทั้งหลายเขาเคยเป็นรัฐบาล เคยมีอำนาจ เคยเป็นรัฐมนตรีกระทรวงเกษตร กระทรวงพาณิชย์กันมาหมดแล้ว เขาเคยบริหารสารพัดกระทรวงมาหมดแล้ว เหลือแต่พรรคประชาชนที่ไม่เคยมีอำนาจบริหารประเทศ

“ดังนั้นถ้าหากทุกพรรคและนักการเมืองต้องการนำเสนอสิ่งดีๆ ให้กับประชาชน คำถามที่ต้องถามกลับไปดังๆ ก็คือว่า แล้วตอนที่เป็นรัฐบาลคุณทำอะไรอยู่ คุณบอกว่าจะปราบคอร์รัปชัน ปราบทุนเทา ปราบสแกมเมอร์ ปราบพนันออนไลน์ ปราบยาเสพติดที่ทำให้ชีวิตลูกหลานย่อยยับแบบนี้ คำถามก็คือเมื่อปี 62 พวกคุณเป็นรัฐบาลแล้วทำอะไรอยู่ ตอนปี 66 พวกคุณก็เป็นรัฐบาลแล้วพวกคุณทำอะไรอยู่ เพิ่งมาคิดออกวันนี้หรือ เช่นเดียวกัน นโยบายแก้ปัญหาปากท้อง บอกว่าจะทำให้พี่น้องมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น บอกว่าจะให้ชีวิตของพี่น้องดีขึ้น บอกว่าจะเปลี่ยนเอกสารสิทธิ์ให้เป็นโฉนด บอกว่าจะเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ สารพัดเรื่องราวที่หาเสียงเอาไว้ตั้งแต่ปี 62 และ 66 แล้วพวกคุณก็เป็นรัฐบาลกันมาหมดแล้ว ทำไมคุณไม่ทำครับ” นายปิยบุตร กล่าว

นายปิยบุตร กล่าวต่อว่า ดังนั้นความแตกต่างมันอยู่ตรงนี้ครับพี่น้อง ถ้าเราเชื่อว่าพรรคและนักการเมืองเดิมๆ จะสามารถเปลี่ยนแปลงได้จริง คำถามก็คือเขามีโอกาสหลายครั้งแล้วทำไมเขาไม่เปลี่ยนแปลง ถ้าหากพี่น้องคิดว่าสังคมไทยตอนนี้อยู่แบบเดิมต่อไปไม่ได้แล้ว มันต้องเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ เราไม่สามารถใช้นักการเมืองกลุ่มเดิมๆ คณะเดิมๆ พรรคเดิมๆ พวกที่เป็นรัฐมนตรี เป็นนายกฯ กันมาแล้ว ใช้พวกเขาเหล่านี้ไม่ได้แล้ว เพราะถ้าใช้ได้จริงป่านนี้ชีวิตของพี่น้องเจริญก้าวหน้าไปนานแล้ว

นายปิยบุตร กล่าวต่อว่า ครั้งนี้ การเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. ขอโอกาสคนชัยภูมิออกไปใช้อำนาจของเราเพื่อเปลี่ยน 3 เปลี่ยน ได้แก่ 1. เปลี่ยนผู้แทนราษฎร เราต้องการผู้แทนราษฎรที่เข้าใจหัวอกประชาชน เป็นคนรุ่นใหม่ ความคิดใหม่ๆ เข้าไปทำงาน ไม่อิงแอบกับกลุ่มทุนใด เพื่อให้เมื่อสามารถเข้าไปแล้วจะได้ไม่เป็นหนี้บุญคุณใคร เป็นหนี้บุญคุณคนเดียวคือพี่น้องประชาชน ทำงานในพื้นที่ดีและไปอภิปรายในสภาได้ดี ผู้แทนราษฎรของพรรคประชาชนต้องดีทั้งสองแบบ ในเมื่อพี่น้องลองมาหมดแล้ว ลองเปลี่ยนผู้แทนราษฎรอีกสักครั้ง โดยการเลือกพรรคประชาชนทั้ง 7 เขต และกาให้บัญชีรายชื่อพรรคประชาชนเบอร์ 46 ทั้งประเทศ

นายปิยบุตร กล่าวต่อว่า 2. เปลี่ยนรัฐบาล เพราะเมื่อผู้แทนราษฎรพรรคประชาชนทั้ง 7 เขต และผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อ ได้เป็นผู้แทนแล้ว เขาจะไม่ใช่ตัวแทนของพี่น้องชาวชัยภูมิเท่านั้น แต่เขาจะเข้าไปทำหน้าที่สำคัญอีกหน้าที่หนึ่งคือการไปยกมือเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี พวกเขาจะไปยกมือให้นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นนายกรัฐมนตรี ให้พรรคประชาชนไปตั้งรัฐบาลประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน

“และรอบนี้จะแบ่งคะแนนไม่ได้ รอบนี้ขอทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อทั้งสองใบ เพราะมีเหตุจำเป็นอยู่ เพราะฝ่ายที่ไม่ชอบ ฝ่ายที่ไม่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ฝ่ายที่กำลังทรงอำนาจอยู่ในปัจจุบันนั้นเขากลัว ไม่อยากเห็นพรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกล ประชาชน ไปเป็นรัฐบาล เพราะถ้าได้เป็นรัฐบาล การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นทันที อำนาจทรัพยากรที่คุณกอบโกยขูดรีดเอาไปจะถูกทำลายลง ดังนั้นเขาจึงกลัว คราวที่แล้วเขาประมาทไปหน่อยมาสกัดเอาตอนชนะเลือกตั้งไปแล้ว มารอบนี้เตรียมแผนสกัดกั้นเราตั้งแต่หัววัน ทุกวันนี้โดนมหกรรมรุมกินโต๊ะอย่างเต็มที่ ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นว่าเขาไม่อยากให้เราเป็นรัฐบาลจริง ดังนั้นการได้ สส.บางเขต หรือแม้แต่ สส.ชัยภูมิ ยกจังหวัดก็อาจจะยังไม่เพียงพอ เพราะเราต้องได้ที่ 1 ต้องมี สส. ให้เกิน 250 ที่นั่งเลยจะยิ่งดี ครั้งนี้เอาอีกครั้ง เลือกตั้ง 8 ก.พ. เอาให้เกิน 250 เสียง คะแนนรวมทั้งประเทศเกิน 20 ล้านเสียง ไม่มีใครขวางการจัดตั้งรัฐบาลประชาชนได้อีกแล้ว” นายปิยบุตร กล่าว

นายปิยบุตร กล่าวต่อว่า 3.การเปลี่ยนรัฐธรรมนูญ จากที่รัฐธรรมนูญฉบับเดิมที่เป็นวิญญาณมาจากการยึดอำนาจรัฐประหาร และวางการสืบทอดอำนาจได้สำเร็จในการเลือกตั้งปี 2562 และก็มาออกฤทธิ์ให้เราเห็น ให้วุฒิสภาที่มาจากการเลือกของคนคนเดียวมามีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี วันนี้วุฒิสภาชุดที่สอง ก็ยังมีที่มาที่เป็นปัญหา แล้ววุฒิสภาก็มาเลือกองค์กรอิสระ แล้วที่โฆษณาเอาไว้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง แล้วมันปราบตรงไหน คอร์รัปชันเต็มบ้านเต็มเมือง นายกฯ ที่มาจากการรัฐประหารได้อยู่ยาว แต่นายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งถูกเปลี่ยนบ่อย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชนเขาจึงพยายามผลักดันการแก้รัฐธรรมนูญหลายครั้งหลายหน สุดท้ายติดอยู่ที่ สว. แต่ครั้งนี้ด้วยความพยายามของพรรคประชาชนที่ไปทำข้อตกลง ทำให้เราได้ไปออกเสียงประชามติที่เป็นเสียงสวรรค์จากพี่น้องประชาชนเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถ้ากาเห็นชอบกัน 25-30 ล้านเสียง สว. หน้าไหนก็มาขวางไม่ได้

นายปิยบุตร กล่าวว่า ดังนั้น จึงขอฝากว่าในการเลือกตั้ง 8 ก.พ. นี้ ครั้งนี้มีบัตร 3 ใบ ใบแรกสีเขียวกาให้ผู้สมัครทั้ง 7 เขตของชัยภูมิเป็นผู้แทนราษฎรของเราในพื้นที่ พร้อมทำงานสภาได้อย่างเต็มที่ ใบที่สองสีชมพูกาให้บัญชีรายชื่อพรรคประชาชนเบอร์ 46 ให้ได้คะแนนเสียงมากที่สุด และใบสุดท้ายสีเหลืองคือกาเห็นชอบประชามติในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

 “ผมและคุณธนาธรเริ่มทำงานการเมืองมาตั้งแต่ปี 2561 ผ่านร้อนผ่านหนาวเจอขวากหนามคมหอกดาบกันมามาก มีคดีความที่โดนนับไม่ถ้วน ถามว่าเราท้อไหม ไม่มีทางท้อครับ ที่ไม่ท้อเพราะเชื่อว่าประเทศไทยมันดีกว่านี้ได้ และเราเชื่อว่ายังมีพี่น้องสนับสนุนเราอยู่ ตราบใดที่ยังมีพี่น้องประชาชนเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็กให้กับพวกเรา ไม่มีวันถอย สู้ตายครับ พวกผมไม่มีอำนาจรัฐไม่มีกลไก ไม่มีเงินทองแบบที่เขามี พวกผมไม่มีกลุ่มทุนใหญ่สนับสนุน เรามีอยู่อย่างเดียว เรามีประชาชนครับ และเพราะว่าเรามีประชาชนนี่แหละที่ทำให้การต่อสู้ของเรายังต้องเดินหน้าสู้ต่อไป เมื่อปี 2566 เราเดินมาเกือบจะถึงฝันแล้ว ดังนั้นเลือกตั้ง 2569 ต้องขอแรงพี่น้องอีกสักครั้งหนึ่งครับ” นายปิยบุตร กล่าว

นายปิยบุตร กล่าวอีกว่า ผมขอย้อนทบทวนความหวังของพวกเรา ในปี 2566 พี่น้องพวกเรามีความหวังว่านายพิธาจะเป็นนายกฯ แต่แล้วความหวังพวกนั้นก็ดิ่งลงเพราะโดนเขาสกัด วันนี้มาถึงแล้ว มันมาไวกว่าที่คิด เราไม่ต้องรอถึงปี 2570 แต่ปี 2569 ได้เลือกตั้งแล้ว ครั้งแรกเมื่อปี 2562 แสดงไปแล้วไม่ผ่าน อีกครั้งหนึ่งปี 2566 แสดงไปแล้วได้ 14.4 ล้านเสียง ก็ยังถูกสกัดขัดขวางอยู่อีก ถ้าครั้งนี้ครั้งที่สาม เราได้เสียงรวมกันไปได้ถึง 20 ล้านเสียง ได้ สส. เกิน 250 คน นั่นคือสัญญาณที่พี่น้องประชาชนที่เป็นเจ้าของประเทศนี้บอกออกมาดังๆ ว่า ประชาชนคนไทยมากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศนี้ออกใบอนุญาตให้พรรคประชาชนเป็นรัฐบาล แล้วถ้าพี่น้องมากกว่าครึ่งหนึ่งออกใบอนุญาตให้พรรคประชาชนเป็นรัฐบาล ไม่ต้องมีใบอนุญาตอื่นอีกแล้ว.