นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึง สถานการณ์การผลิต ถั่วเขียวในพื้นที่จังหวัดสระบุรีและลพบุรี ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสำคัญ เพื่อชี้ให้เห็นถึงศักยภาพและโอกาสของพืชเศรษฐกิจทางเลือกในการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร โดยถั่วเขียวเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูง เนื่องจากได้รับแรงหนุนจากความต้องการใช้วัตถุดิบในภาคอุตสาหกรรมอาหารและแปรรูปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งข้อมูลปี 2567 พบว่าประเทศไทยมีความต้องการใช้สูงถึง 108,890 ตัน เพื่อผลิตวุ้นเส้น แป้งถั่วเขียว และผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ ในขณะที่ผลผลิตภายในประเทศมีเพียง 94,236 ตัน ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ส่งผลให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากเมียนมาเป็นอันดับ 1 ช่องว่างทางการตลาดนี้จึงสะท้อนโอกาสของเกษตรกรไทยในการขยายการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า
เมื่อเปรียบเทียบโครงสร้างราคาแล้ว พบว่าเกษตรกรไทยมีความได้เปรียบและสามารถแข่งขันกับสินค้านำเข้าได้เป็นอย่างดี ซึ่งราคานำเข้า 5 ปีย้อนหลังเฉลี่ย25 – 31 บาท/กิโลกรัม (ขึ้นอยู่กับคุณภาพและต้นทุนการขนส่ง) โดยราคานำเข้า ปี 2568/69 เฉลี่ย 26.57 บาท/กิโลกรัม ในขณะที่เกษตรกรไทยสามารถจำหน่ายผลผลิตหน้าฟาร์มได้ในราคาเฉลี่ย 23 บาท/กิโลกรัม ซึ่งถือเป็นระดับราคาที่จูงใจและเหมาะสม ทำให้ภาคอุตสาหกรรมแปรรูปในประเทศสามารถเข้าถึงวัตถุดิบคุณภาพดีได้ในต้นทุนที่คุ้มค่า อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินและค่าขนส่งจากการนำเข้าอีกด้วย
จากการติดตามสถานการณ์โดย สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 (สศท.7) ในพื้นที่แหล่งผลิตสำคัญ พบว่าจังหวัดสระบุรี มีพื้นที่เพาะปลูก 39,899 ไร่ ผลผลิต 6,104.55 ตัน และจังหวัดลพบุรี มีพื้นที่เพาะปลูก 4,871 ไร่ ผลผลิต 745.26 ตัน ซึ่งนับเป็นแหล่งผลิตรองจากเพชรบูรณ์และตาก เนื่องจากมีทำเลที่ตั้งศักยภาพ ใกล้แหล่งรับซื้อและโรงงานแปรรูป โดยเกษตรกรใช้รูปแบบการผลิตแบบ “พืชหมุนเวียน” แทรกระหว่างฤดูกาลปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (รุ่น 1 และ 2) ในช่วงเดือนกันยายน – ตุลาคม และเก็บเกี่ยวช่วงพฤศจิกายน – ธันวาคม ซึ่งวิธีนี้ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ต่อเนื่อง
ในด้านนโยบายและโครงสร้างการผลิต พบว่าพื้นที่ปลูกถั่วเขียวมีความคงที่และสมดุล ซึ่งสะท้อนถึงการวางแผนรับมือความเสี่ยงที่ดีของเกษตรกร โดยสามารถสร้างรายได้หมุนเวียนจากการปลูกถั่วเขียวในช่วงสั้นๆ เพียง 60-75 วัน ด้วยต้นทุนเฉลี่ย 2,363 บาท/ไร่ หรือ 15.44 บาท/กิโลกรัม และมีกำไรประมาณ 7.56 บาท/กิโลกรัม หรือเฉลี่ย 1,156 บาท/ไร่ นอกจากนี้ หากปีใดประสบปัญหาภัยแล้งหรือผลผลิตไม่ดีจนไม่คุ้มค่าที่จะเก็บเกี่ยว เกษตรกรยังสามารถไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสดเพื่อเพิ่มธาตุอาหารในดิน ช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีในการปลูกข้าวโพดรุ่นถัดไปได้ทันที ถือเป็นการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสและช่วยลดต้นทุนการผลิตในระยะยาว
ด้านสถานการณ์การผลิตในปีเพาะปลูก 2568/69 คาดการณ์ว่าผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ในพื้นที่ 2 จังหวัดนี้จะอยู่ที่ 153 กิโลกรัม/ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่ทำได้ 134 กิโลกรัม/ไร่ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.18 เพื่อให้การผลิตมีประสิทธิภาพสูงสุด เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมใช้เมล็ดพันธุ์ 2 สายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ “ชัยนาท” และพันธุ์ “KUML” ซึ่งได้รับการส่งเสริมจากศูนย์วิจัยเมล็ดพันธุ์พืชลพบุรี มีจุดเด่นคือ เมล็ดขนาดใหญ่ ทนทานต่อสภาพแล้ง อายุเก็บเกี่ยวสั้น และต้านทานโรคราแป้งและโรคใบจุดได้ดี นอกจากนี้ การปลูกถั่วเขียวยังช่วยตัดวงจรแมลงศัตรูพืช และด้วยคุณสมบัติตรึงไนโตรเจน ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับแนวทางเกษตรอัจฉริยะและโมเดลเศรษฐกิจ BCG ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม



